16/05/2026
ขอบเขตอำนาจเจ้าอาวาส vs คณะกรรมการวัด/ไวยาวัจกร ใครมีอำนาจทำอะไรได้บ้าง?
ปัญหาความขัดแย้งในวัดที่พบบ่อยที่สุดเรื่องหนึ่งคือ "ความไม่เข้าใจในบทบาทและอำนาจหน้าที่" ของตัวเองครับ บางครั้งกรรมการวัดคิดว่าตัวเองสั่งการได้ หรือไวยาวัจกรไม่แน่ใจว่าตนเองทำอะไรได้บ้าง
วันนี้เราจะมาสรุปขอบเขตอำนาจให้เห็นภาพชัดเจน เพื่อให้เป็น "แผนที่" นำทางให้เจ้าอาวาส พระเลขา ไวยาวัจกร และคณะกรรมการวัด ทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่นและถูกต้องตามกฎหมายนะครับ
1. เจ้าอาวาส : ผู้รับมอบอำนาจจากคณะสงฆ์ตามกฎหมาย
• ความหมายง่ายๆ: เจ้าอาวาสคือ "ผู้จัดการ" หรือซีอีโอของวัด มีอำนาจหน้าที่และสถานะรับรองชัดเจนตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 (มาตรา 37 และ 38)
• ใช้เมื่อไหร่: ใช้เมื่อต้องตัดสินใจ สั่งการ บริหารจัดการวัด ทั้งเรื่องพระธรรมวินัยและการจัดการทรัพย์สินของวัด
• วิธีอ้างอิงที่เหมาะ: อ้างอิงตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 อำนาจและการตัดสินใจขั้นสุดท้ายอยู่ที่เจ้าอาวาสเสมอ
• อุปมา: เปรียบเสมือน ผู้นำ ที่เป็นหลักในการรับผิดชอบและนำพาวัดไปในทิศทางที่ถูกต้อง
2. ไวยาวัจกร : ผู้ช่วยด้านการเงินตามที่ได้รับมอบหมาย
• ความหมายง่ายๆ: คฤหัสถ์ที่เจ้าอาวาสแต่งตั้ง (โดยความเห็นชอบของสงฆ์และอนุมัติจากเจ้าคณะอำเภอ) ให้มีหน้าที่เบิกจ่ายนิตยภัต และดูแลจัดการทรัพย์สินตามที่เจ้าอาวาสมอบหมายเป็นหนังสือ ที่สำคัญคือ กฎหมายรับรองสถานะให้ไวยาวัจกรเป็น "เจ้าพนักงาน" ตามประมวลกฎหมายอาญา
• ใช้เมื่อไหร่: ใช้เมื่อต้องเบิกจ่ายเงิน หรือจัดการทรัพย์สินของวัด "ตามที่เจ้าอาวาสมอบหมายเป็นหนังสือ" เท่านั้น
• วิธีอ้างอิงที่เหมาะ: อ้างอิงตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 18 (พ.ศ. 2536)
• อุปมา: เปรียบเสมือน "เหรัญญิก" หรือผู้ถือกุญแจคลัง ที่มีอำนาจจัดการเงินตามคำสั่งของเจ้าของบ้านอย่างเคร่งครัด
3. คณะกรรมการวัด : ทีมที่ปรึกษาที่ไม่มีอำนาจสั่งการ
• ความหมายง่ายๆ: พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ไม่ได้บัญญัติตำแหน่งกรรมการวัดไว้โดยตรง กรรมการวัดจึง "ไม่มีอำนาจตามกฎหมายในตัวเอง" ไม่สามารถสั่งการหรือคัดค้านการตัดสินใจของเจ้าอาวาสได้ และไม่ถือเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายอาญา
• ใช้เมื่อไหร่: ใช้เมื่อต้องการกลั่นกรองและ "ให้คำปรึกษาหรือข้อเสนอแนะ" แก่เจ้าอาวาสในการบริหารศาสนสมบัติ หรือดำเนินงานตามที่ได้รับหนังสือมอบอำนาจเฉพาะกิจ
• วิธีอ้างอิงที่เหมาะ: อ้างอิงจากหนังสือมอบอำนาจของเจ้าอาวาส หรือระเบียบ/มติมหาเถรสมาคมที่เกี่ยวข้อง (เช่น มติ มส. ครั้งที่ 19/2568)
• อุปมา: เปรียบเสมือน "เข็มทิศ" ที่คอยชี้แนะทิศทางและข้อควรระวังต่างๆ แต่คนที่ตัดสินใจบังคับพวงมาลัยจริงๆ คือเจ้าอาวาส
_____________________________
✅ เช็กลิสต์ก่อนเสนอเรื่อง หรือตัดสินใจบริหารเงินวัด (3 ชั้น) เพื่อให้การทำงานเป็นระบบและไม่ก้าวก่ายหน้าที่กัน ลองใช้เช็คลิสต์นี้ดูนะครับ:
1. ชั้นกรรมการวัด: ร่วมกันประชุม กลั่นกรอง เสนอแนะแนวทางที่โปร่งใสและเป็นประโยชน์ที่สุดแก่วัด
2. ชั้นเจ้าอาวาส: รับฟังคำแนะนำ พิจารณาตัดสินใจขั้นเด็ดขาด และออกคำสั่ง/หนังสือมอบหมายงานให้ชัดเจน
3. ชั้นไวยาวัจกร: รับคำสั่งเป็นหนังสือจากเจ้าอาวาส แล้วจึงดำเนินการเบิกจ่ายหรือจัดการทรัพย์สินให้ถูกต้องตามระเบียบ
📖 ตัวอย่างสถานการณ์จริง:
สมมติเหตุการณ์: คณะกรรมการวัดประชุมกันแล้วมีมติให้นำเงินวัดไปสร้างศาลาหลังใหม่ แต่เจ้าอาวาสไม่อนุมัติเพราะเห็นว่ายังไม่จำเป็น กรรมการวัดจะนำเงินไปสร้างเองได้หรือไม่?
วิธีดำเนินการ: "ทำไม่ได้ครับ" แม้กรรมการวัดจะมีมติเห็นพ้องต้องกัน แต่กรรมการวัดเป็นเพียง "ทีมที่ปรึกษา" ไม่มีอำนาจทางกฎหมายในการสั่งการหรือบริหารเงินเอง อำนาจการตัดสินใจเด็ดขาดเป็นของเจ้าอาวาสแต่เพียงผู้เดียว ความขัดแย้งในหลายๆ วัด มักเกิดจากการที่กรรมการวัดเข้าใจผิดว่าตนเองมีอำนาจเหนือเจ้าอาวาส ส่วนไวยาวัจกรก็ไม่สามารถจ่ายเงินให้กรรมการได้ หากเจ้าอาวาสไม่สั่งการเป็นหนังสือ
💎 สรุปสั้นๆ (จำง่าย): กรรมการวัด = "ทีมที่ปรึกษา", ไวยาวัจกร = "เหรัญญิก", เจ้าอาวาส = "ผู้จัดการ" ที่มีอำนาจเด็ดขาดตามกฎหมาย
ในตอนหน้า (ตอนที่ 6) เราจะมาเจาะลึกเรื่อง "วินัยและการปกครอง “ข้อควรระวัง” เมื่อมีข้อร้องเรียน/เรื่องร้องทุกข์" รอติดตามนะครับ!
สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดลำปาง
โทรศัพท์ 054 821572
#พระสังฆาธิการ #กฎหมายคณะสงฆ์ #การบริหารวัด #ไวยาวัจกร #กรรมการวัด
หมายเหตุ (เพิ่มเติมโดย) พล.ต.ต.นฤชา สุวรรณลาภา)
เนื่องเพราะปัญหาที่ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ได้ให้อำนาจและหน้าที่เจ้าอาวาสไว้แบบรวมศูนย์ในการบริหารจัดการวัด จึงมักทำให้เกิดปัญหาการใช้อำเภอใจ หรือมักแต่งตั้งไวยาวัจกรที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฯ จากบุคคลที่ใกล้ชิดเพื่อให้ง่ายต่อการบริหาร ทั้งใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฯ ก็ไม่ได้กำหนดให้มีการแต่งตั้งหรือให้อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการวัดไว้โดยตรง จึงทำให้หลายวัดจึงมีปัญหาที่แตกต่างกันไปตามลักษณะและปัจจัยแวดล้อมอันแตกต่างกันไปของพื้นที่นั้นๆ
เมื่อมีการเสนอรูปแบบการบริหารงานอย่างธรรรมาภิบาลเพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการบริหารงานวัดขึ้น จึงมีการแต่งตั้งคณะกรรมการวัดโดยผ่านหน้าที่ของเจ้าอาวาส ตามมาตรา 37 (๑) ที่บัญญัติไว้ว่า “บำรุงรักษาวัด จัดกิจการและศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปด้วยดี”
คณะกรรมการวัดจึงอยู่ในฐานะเพียงที่ปรึกษา แนะนำ ส่วนการปฏิบัตินั้นขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเจ้าอาวาสตามอำนาจหน้าที่ใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ โดยสั่งการเป็นหนังสือให้ไวยาวัจกรนำไปปฏิบัติ การดำเนินงานของวัดจึงมักตกไปอยู่กับสองบุคคล คือเจ้าอาวาสและไวยาวัจกร
เมื่อไม่เป็นไปตามที่คณะกรรมการวัดเสนอแนะหรือปรึกษาหารือ ปัญหาก็มักจะเกิดมีขึ้นเนืองๆ
ดังนั้น 3 ฝ่าย อันได้แก่ เจ้าอาวาส (ผู้มีอำนาจ) ไวยาวัจกร (ผู้ทำตามเจ้าอาวาสมอบหมายเป็นหนังสือ) และกรรมการ (ที่ปรึกษาแนะนำ) จึงควรใช้
1.หลักกฎหมาย
2.พระธรรมวินัย และ
3.จารีตประเพณี
ผสมผสานกันอย่างลงตัว และพึงระลึกอยู่เสมอว่า “หลายหัวย่อมดีกว่าหัวเดียว”
ส่วนเจ้าอาวาสหรือพระภิกษุก็ควรพิจารณาว่า "ปะระปะฏิพัทธา เม ชีวิกาติ ปัพพะชิเตนะ อะภิณหัง ปัจจะเวกขิตัพพัง" อันเป็นส่วนหนึ่งของบทสวดบรรพชิตอภิณหปัจจเวกขณ์ (การพิจารณาเนืองๆ ๑๐ ประการของบรรพชิต) มีความหมายว่า "บรรพชิตพึงพิจารณาเนืองๆ ว่า การเลี้ยงชีวิตของเราเนื่องด้วยผู้อื่น"
มีวัตถุประสงค์ในการพิจารณา:เพื่อให้พระภิกษุสามเณรระลึกอยู่เสมอว่า ตนเองดำรงสมณเพศ ไม่สามารถประกอบอาชีพหาเงินหรือปลูกพืชผัก/ทำมาหากินเองได้ ต้องอาศัยปัจจัย ๔ (อาหาร, เครื่องนุ่งห่ม, ที่อยู่อาศัย, ยารักษาโรค) จากความศรัทธาของคฤหัสถ์ (ชาวบ้าน) การเตือนสติตนเองเช่นนี้จะช่วยให้เกิดความสำรวม ระมัดระวังในการครองตน ไม่ใช้สอยปัจจัยอย่างฟุ่มเฟือย และประพฤติตนให้อยู่ในศีลธรรมอันดี เพื่อให้ผู้ที่ถวายทานได้รับอานิสงส์อย่างแท้จริง ทั้งยังเพิ่มศรัทธาเชื่อมั่นต่อพุทธศาสนิกชนทั้งปวง
ดังนั้น การพิจารณาร่วมกันของทั้งสามฝ่าย ได้แก่ เจ้าอาวาส ไวยาวัจกร และคณะกรรมการ จึงต้องเป็นไปอย่างมีสติและกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างแท้จริง ยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ไม่เห็นแก่ประโยชน์หรือความต้องการของตนเพียงฝ่ายเดียว
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นอกจากการถือต้องปฏิบัติตามคำสั่งและมติของมหาเถรสมาคมแล้ว ยังต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวงซึ่งเป็นกฎหมาย โดยเฉพาะเรื่อง “การดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ.2564” ซึ่งเป็นกฎหมาย อนุวัติโดยนายกรัฐมนตรีซึ่งรักษาการตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ซึ่งกำหนดสาระสำคัญไว้หลายเรื่อง
อาทิ การระบุชัดเจนว่า วัดทุกแห่งสามารถเก็บเงินสดไว้ได้ไม่เกิน 1 แสนบาท ส่วนที่เหลือจะต้องนำฝากเข้าบัญชีธนาคารที่เปิดในนามของวัดนอกจากนี้กฎกระทรวงฉบับเดียวกันยังระบุให้วัดทุกแห่งโดยเจ้าอาวาสจัดให้ไวยาวัจกรหรือผู้จัดประโยชน์ของวัดซึ่งเจ้าอาวาสแต่งตั้ง จัดทำบัญชีรายรับ รายจ่าย และต้องสรุปยอดรวมพร้อมคงเหลือในทุกสิ้นปีปฏิทินอีกด้วย
นอกจากนั้น ยังระบุถึงการจัดการให้เช่าที่วัด ที่ธรณีสงฆ์ฯ โดยให้เจ้าอาวาสจัดให้ไวยาวัจกร หรือผู้รับประโยชน์ ซึ่งแต่งตั้ง โดยต้องทำทะเบียนทรัพย์สิน ทะเบียนผู้เช่า แล้วเก็บรักษาไว้หรือจะฝากที่สำนักงานพุทธศาสนาจังหวัด
นอกเหนือจากกกฎกระทรวงดังกล่าวยังมี มติมหาเถรสมาคม ที่ 620/2568 ในการประชุมครั้งที่ 19/2568 เมื่อวันที่ 30 ก.ค.2568 เรื่องแนวปฏิบัติสำหรับการบริหารศาสนสมบัติของวัด โดยให้เจ้าอาวาสพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารศาสนสมบัติของวัด เพื่อทำหน้าที่ให้ข้อเสนอแนะ กลั่นกรอง วางแผนและส่งเสริมธรรมาภิบาลในการบริหารศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปด้วยดี
จึงเห็นได้ชัดเจนว่า “แนวทางการบริหารงานอย่างมีธรรมาภิบาล” จึงเป็นทางแก้ไขและทางออก รวมทั้งเป็นความต้องการของทั้งมหาเถรสมาคม รัฐบาล และพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป เพื่อมาปิดช่องว่างของ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ที่มอบหน้าที่และอำนาจให้เจ้าเจ้าอาวาสแบบรวมศูนย์อำนาจนั่นเอง
พล.ต.ต.นฤชา สุวรรณลาภา
16 พ.ค.2569