ชมรมผู้ปฏิบัติธรรม วัดสันติกาวาสหนองตม

ชมรมผู้ปฏิบัติธรรม วัดสันติกาวาสหนองตม ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก ชมรมผู้ปฏิบัติธรรม วัดสันติกาวาสหนองตม, สถานที่จัดการแสดงและงานกิจกรรม, 75-76 ม.1 ต.วงฆ้อง อ.พรหมพิราม, Phitsanulok.

ชมรมผู้ปฏิบัติธรรม วัดสันติกาวาส หนองตม อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก เป็นกลุ่มจิตอาสาอันมีภิกษุและญาติธรรมที่ร่วมกันสวดมนต์(แปล) นั่งสมถกรรมฐาน(ทุกวัน 16.00 น.)รวมทั้งเผยแพร่ แนะนำพิธีกรรมทางศาสนาแก่บุคคลทั่วไป ไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อค้ากำไร หรือแสวงหาผลประโยชน์

16/05/2026

ขอบเขตอำนาจเจ้าอาวาส vs คณะกรรมการวัด/ไวยาวัจกร ใครมีอำนาจทำอะไรได้บ้าง?

ปัญหาความขัดแย้งในวัดที่พบบ่อยที่สุดเรื่องหนึ่งคือ "ความไม่เข้าใจในบทบาทและอำนาจหน้าที่" ของตัวเองครับ บางครั้งกรรมการวัดคิดว่าตัวเองสั่งการได้ หรือไวยาวัจกรไม่แน่ใจว่าตนเองทำอะไรได้บ้าง

วันนี้เราจะมาสรุปขอบเขตอำนาจให้เห็นภาพชัดเจน เพื่อให้เป็น "แผนที่" นำทางให้เจ้าอาวาส พระเลขา ไวยาวัจกร และคณะกรรมการวัด ทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่นและถูกต้องตามกฎหมายนะครับ

1. เจ้าอาวาส : ผู้รับมอบอำนาจจากคณะสงฆ์ตามกฎหมาย
• ความหมายง่ายๆ: เจ้าอาวาสคือ "ผู้จัดการ" หรือซีอีโอของวัด มีอำนาจหน้าที่และสถานะรับรองชัดเจนตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 (มาตรา 37 และ 38)
• ใช้เมื่อไหร่: ใช้เมื่อต้องตัดสินใจ สั่งการ บริหารจัดการวัด ทั้งเรื่องพระธรรมวินัยและการจัดการทรัพย์สินของวัด
• วิธีอ้างอิงที่เหมาะ: อ้างอิงตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 อำนาจและการตัดสินใจขั้นสุดท้ายอยู่ที่เจ้าอาวาสเสมอ
• อุปมา: เปรียบเสมือน ผู้นำ ที่เป็นหลักในการรับผิดชอบและนำพาวัดไปในทิศทางที่ถูกต้อง

2. ไวยาวัจกร : ผู้ช่วยด้านการเงินตามที่ได้รับมอบหมาย
• ความหมายง่ายๆ: คฤหัสถ์ที่เจ้าอาวาสแต่งตั้ง (โดยความเห็นชอบของสงฆ์และอนุมัติจากเจ้าคณะอำเภอ) ให้มีหน้าที่เบิกจ่ายนิตยภัต และดูแลจัดการทรัพย์สินตามที่เจ้าอาวาสมอบหมายเป็นหนังสือ ที่สำคัญคือ กฎหมายรับรองสถานะให้ไวยาวัจกรเป็น "เจ้าพนักงาน" ตามประมวลกฎหมายอาญา
• ใช้เมื่อไหร่: ใช้เมื่อต้องเบิกจ่ายเงิน หรือจัดการทรัพย์สินของวัด "ตามที่เจ้าอาวาสมอบหมายเป็นหนังสือ" เท่านั้น
• วิธีอ้างอิงที่เหมาะ: อ้างอิงตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 18 (พ.ศ. 2536)
• อุปมา: เปรียบเสมือน "เหรัญญิก" หรือผู้ถือกุญแจคลัง ที่มีอำนาจจัดการเงินตามคำสั่งของเจ้าของบ้านอย่างเคร่งครัด

3. คณะกรรมการวัด : ทีมที่ปรึกษาที่ไม่มีอำนาจสั่งการ
• ความหมายง่ายๆ: พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ไม่ได้บัญญัติตำแหน่งกรรมการวัดไว้โดยตรง กรรมการวัดจึง "ไม่มีอำนาจตามกฎหมายในตัวเอง" ไม่สามารถสั่งการหรือคัดค้านการตัดสินใจของเจ้าอาวาสได้ และไม่ถือเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายอาญา
• ใช้เมื่อไหร่: ใช้เมื่อต้องการกลั่นกรองและ "ให้คำปรึกษาหรือข้อเสนอแนะ" แก่เจ้าอาวาสในการบริหารศาสนสมบัติ หรือดำเนินงานตามที่ได้รับหนังสือมอบอำนาจเฉพาะกิจ
• วิธีอ้างอิงที่เหมาะ: อ้างอิงจากหนังสือมอบอำนาจของเจ้าอาวาส หรือระเบียบ/มติมหาเถรสมาคมที่เกี่ยวข้อง (เช่น มติ มส. ครั้งที่ 19/2568)
• อุปมา: เปรียบเสมือน "เข็มทิศ" ที่คอยชี้แนะทิศทางและข้อควรระวังต่างๆ แต่คนที่ตัดสินใจบังคับพวงมาลัยจริงๆ คือเจ้าอาวาส
_____________________________
✅ เช็กลิสต์ก่อนเสนอเรื่อง หรือตัดสินใจบริหารเงินวัด (3 ชั้น) เพื่อให้การทำงานเป็นระบบและไม่ก้าวก่ายหน้าที่กัน ลองใช้เช็คลิสต์นี้ดูนะครับ:
1. ชั้นกรรมการวัด: ร่วมกันประชุม กลั่นกรอง เสนอแนะแนวทางที่โปร่งใสและเป็นประโยชน์ที่สุดแก่วัด
2. ชั้นเจ้าอาวาส: รับฟังคำแนะนำ พิจารณาตัดสินใจขั้นเด็ดขาด และออกคำสั่ง/หนังสือมอบหมายงานให้ชัดเจน
3. ชั้นไวยาวัจกร: รับคำสั่งเป็นหนังสือจากเจ้าอาวาส แล้วจึงดำเนินการเบิกจ่ายหรือจัดการทรัพย์สินให้ถูกต้องตามระเบียบ

📖 ตัวอย่างสถานการณ์จริง:
สมมติเหตุการณ์: คณะกรรมการวัดประชุมกันแล้วมีมติให้นำเงินวัดไปสร้างศาลาหลังใหม่ แต่เจ้าอาวาสไม่อนุมัติเพราะเห็นว่ายังไม่จำเป็น กรรมการวัดจะนำเงินไปสร้างเองได้หรือไม่?
วิธีดำเนินการ: "ทำไม่ได้ครับ" แม้กรรมการวัดจะมีมติเห็นพ้องต้องกัน แต่กรรมการวัดเป็นเพียง "ทีมที่ปรึกษา" ไม่มีอำนาจทางกฎหมายในการสั่งการหรือบริหารเงินเอง อำนาจการตัดสินใจเด็ดขาดเป็นของเจ้าอาวาสแต่เพียงผู้เดียว ความขัดแย้งในหลายๆ วัด มักเกิดจากการที่กรรมการวัดเข้าใจผิดว่าตนเองมีอำนาจเหนือเจ้าอาวาส ส่วนไวยาวัจกรก็ไม่สามารถจ่ายเงินให้กรรมการได้ หากเจ้าอาวาสไม่สั่งการเป็นหนังสือ

💎 สรุปสั้นๆ (จำง่าย): กรรมการวัด = "ทีมที่ปรึกษา", ไวยาวัจกร = "เหรัญญิก", เจ้าอาวาส = "ผู้จัดการ" ที่มีอำนาจเด็ดขาดตามกฎหมาย
ในตอนหน้า (ตอนที่ 6) เราจะมาเจาะลึกเรื่อง "วินัยและการปกครอง “ข้อควรระวัง” เมื่อมีข้อร้องเรียน/เรื่องร้องทุกข์" รอติดตามนะครับ!

สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดลำปาง
โทรศัพท์ 054 821572
#พระสังฆาธิการ #กฎหมายคณะสงฆ์ #การบริหารวัด #ไวยาวัจกร #กรรมการวัด

หมายเหตุ (เพิ่มเติมโดย) พล.ต.ต.นฤชา สุวรรณลาภา)

เนื่องเพราะปัญหาที่ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ได้ให้อำนาจและหน้าที่เจ้าอาวาสไว้แบบรวมศูนย์ในการบริหารจัดการวัด จึงมักทำให้เกิดปัญหาการใช้อำเภอใจ หรือมักแต่งตั้งไวยาวัจกรที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฯ จากบุคคลที่ใกล้ชิดเพื่อให้ง่ายต่อการบริหาร ทั้งใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฯ ก็ไม่ได้กำหนดให้มีการแต่งตั้งหรือให้อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการวัดไว้โดยตรง จึงทำให้หลายวัดจึงมีปัญหาที่แตกต่างกันไปตามลักษณะและปัจจัยแวดล้อมอันแตกต่างกันไปของพื้นที่นั้นๆ

เมื่อมีการเสนอรูปแบบการบริหารงานอย่างธรรรมาภิบาลเพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการบริหารงานวัดขึ้น จึงมีการแต่งตั้งคณะกรรมการวัดโดยผ่านหน้าที่ของเจ้าอาวาส ตามมาตรา 37 (๑) ที่บัญญัติไว้ว่า “บำรุงรักษาวัด จัดกิจการและศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปด้วยดี”

คณะกรรมการวัดจึงอยู่ในฐานะเพียงที่ปรึกษา แนะนำ ส่วนการปฏิบัตินั้นขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเจ้าอาวาสตามอำนาจหน้าที่ใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ โดยสั่งการเป็นหนังสือให้ไวยาวัจกรนำไปปฏิบัติ การดำเนินงานของวัดจึงมักตกไปอยู่กับสองบุคคล คือเจ้าอาวาสและไวยาวัจกร
เมื่อไม่เป็นไปตามที่คณะกรรมการวัดเสนอแนะหรือปรึกษาหารือ ปัญหาก็มักจะเกิดมีขึ้นเนืองๆ

ดังนั้น 3 ฝ่าย อันได้แก่ เจ้าอาวาส (ผู้มีอำนาจ) ไวยาวัจกร (ผู้ทำตามเจ้าอาวาสมอบหมายเป็นหนังสือ) และกรรมการ (ที่ปรึกษาแนะนำ) จึงควรใช้

1.หลักกฎหมาย
2.พระธรรมวินัย และ
3.จารีตประเพณี
ผสมผสานกันอย่างลงตัว และพึงระลึกอยู่เสมอว่า “หลายหัวย่อมดีกว่าหัวเดียว”

ส่วนเจ้าอาวาสหรือพระภิกษุก็ควรพิจารณาว่า "ปะระปะฏิพัทธา เม ชีวิกาติ ปัพพะชิเตนะ อะภิณหัง ปัจจะเวกขิตัพพัง" อันเป็นส่วนหนึ่งของบทสวดบรรพชิตอภิณหปัจจเวกขณ์ (การพิจารณาเนืองๆ ๑๐ ประการของบรรพชิต) มีความหมายว่า "บรรพชิตพึงพิจารณาเนืองๆ ว่า การเลี้ยงชีวิตของเราเนื่องด้วยผู้อื่น"

มีวัตถุประสงค์ในการพิจารณา:เพื่อให้พระภิกษุสามเณรระลึกอยู่เสมอว่า ตนเองดำรงสมณเพศ ไม่สามารถประกอบอาชีพหาเงินหรือปลูกพืชผัก/ทำมาหากินเองได้ ต้องอาศัยปัจจัย ๔ (อาหาร, เครื่องนุ่งห่ม, ที่อยู่อาศัย, ยารักษาโรค) จากความศรัทธาของคฤหัสถ์ (ชาวบ้าน) การเตือนสติตนเองเช่นนี้จะช่วยให้เกิดความสำรวม ระมัดระวังในการครองตน ไม่ใช้สอยปัจจัยอย่างฟุ่มเฟือย และประพฤติตนให้อยู่ในศีลธรรมอันดี เพื่อให้ผู้ที่ถวายทานได้รับอานิสงส์อย่างแท้จริง ทั้งยังเพิ่มศรัทธาเชื่อมั่นต่อพุทธศาสนิกชนทั้งปวง

ดังนั้น การพิจารณาร่วมกันของทั้งสามฝ่าย ได้แก่ เจ้าอาวาส ไวยาวัจกร และคณะกรรมการ จึงต้องเป็นไปอย่างมีสติและกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างแท้จริง ยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ไม่เห็นแก่ประโยชน์หรือความต้องการของตนเพียงฝ่ายเดียว

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นอกจากการถือต้องปฏิบัติตามคำสั่งและมติของมหาเถรสมาคมแล้ว ยังต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวงซึ่งเป็นกฎหมาย โดยเฉพาะเรื่อง “การดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ.2564” ซึ่งเป็นกฎหมาย อนุวัติโดยนายกรัฐมนตรีซึ่งรักษาการตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ซึ่งกำหนดสาระสำคัญไว้หลายเรื่อง

อาทิ การระบุชัดเจนว่า วัดทุกแห่งสามารถเก็บเงินสดไว้ได้ไม่เกิน 1 แสนบาท ส่วนที่เหลือจะต้องนำฝากเข้าบัญชีธนาคารที่เปิดในนามของวัดนอกจากนี้กฎกระทรวงฉบับเดียวกันยังระบุให้วัดทุกแห่งโดยเจ้าอาวาสจัดให้ไวยาวัจกรหรือผู้จัดประโยชน์ของวัดซึ่งเจ้าอาวาสแต่งตั้ง จัดทำบัญชีรายรับ รายจ่าย และต้องสรุปยอดรวมพร้อมคงเหลือในทุกสิ้นปีปฏิทินอีกด้วย

นอกจากนั้น ยังระบุถึงการจัดการให้เช่าที่วัด ที่ธรณีสงฆ์ฯ โดยให้เจ้าอาวาสจัดให้ไวยาวัจกร หรือผู้รับประโยชน์ ซึ่งแต่งตั้ง โดยต้องทำทะเบียนทรัพย์สิน ทะเบียนผู้เช่า แล้วเก็บรักษาไว้หรือจะฝากที่สำนักงานพุทธศาสนาจังหวัด

นอกเหนือจากกกฎกระทรวงดังกล่าวยังมี มติมหาเถรสมาคม ที่ 620/2568 ในการประชุมครั้งที่ 19/2568 เมื่อวันที่ 30 ก.ค.2568 เรื่องแนวปฏิบัติสำหรับการบริหารศาสนสมบัติของวัด โดยให้เจ้าอาวาสพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารศาสนสมบัติของวัด เพื่อทำหน้าที่ให้ข้อเสนอแนะ กลั่นกรอง วางแผนและส่งเสริมธรรมาภิบาลในการบริหารศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปด้วยดี

จึงเห็นได้ชัดเจนว่า “แนวทางการบริหารงานอย่างมีธรรมาภิบาล” จึงเป็นทางแก้ไขและทางออก รวมทั้งเป็นความต้องการของทั้งมหาเถรสมาคม รัฐบาล และพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป เพื่อมาปิดช่องว่างของ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ที่มอบหน้าที่และอำนาจให้เจ้าเจ้าอาวาสแบบรวมศูนย์อำนาจนั่นเอง
พล.ต.ต.นฤชา สุวรรณลาภา
16 พ.ค.2569

กิจวัตร ๑๐ อย่างวันหนึ่ง ผมเดินออกกำลัง ได้ยินคนคุยกัน จับความเป็นภาษาชาวบ้านได้ว่า คนที่เข้าไปบวชเป็นพระนี่ วันๆ ทำอะไร...
12/05/2026

กิจวัตร ๑๐ อย่าง

วันหนึ่ง ผมเดินออกกำลัง ได้ยินคนคุยกัน จับความเป็นภาษาชาวบ้านได้ว่า คนที่เข้าไปบวชเป็นพระนี่ วันๆ ทำอะไรกันมั่ง
ผมว่านี่เป็นคำถามที่น่าคิดนะครับ
เราเห็นพระคุ้นตาคุ้นใจ จนอาจจะลืมนึกไปว่าพระท่านมีหน้าที่ทำอะไรบ้าง

ความจริงคำถามนี้ท่านถาม-ตอบกันมาแล้วตั้งแต่ครั้งพุทธกาล

หน้าที่ของพระ-ท่านเรียกว่า “ธุระ”-มี ๒ อย่างเท่านั้น คือ

๑ ศึกษาให้รู้เข้าใจแจ่มแจ้งว่าพระพุทธเจ้าท่านสอนอะไร แล้วเว้นข้อควรเว้น ปฏิบัติตามข้อควรปฏิบัติให้ถูกต้องตรงตามคำสอน เรียกว่า “คันถธุระ” (คัน-ถะ-ทุ-ระ) แปลว่า หน้าที่เรียนคัมภีร์

๒ ปฏิบัติขัดเกลาจิตใจให้สิ้นกิเลสตามแนวคำสอนของพระพุทธเจ้า เรียกว่า “วิปัสสนาธุระ” (วิ-ปัด-สะ-นา-ทุ-ระ) แปลว่า หน้าที่ฝึกใจให้รู้แจ้งจริง

พูดสรุปด้วยภาษาง่ายๆ ว่าอย่างนั้น
บวชแล้วต้องทำงาน ๒ อย่างนี้อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสองอย่าง

เพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนขึ้นและง่ายต่อการปฏิบัติ โบราณาจารย์ของไทยท่านจึงเอาธุระ ๒ อย่างนั้นมาแจงเป็นกิจวัตร
เรียกกันมาว่า “กิจวัตร ๑๐ อย่างของภิกษุ” มีรายการดังนี้ –
————-
๑ ลงอุโบสถ
————-
หมายถึง ประชุมกันฟังพระปาติโมกข์ คือศีล ๒๒๗ ข้อ ทุกครึ่งเดือน ตามกำหนดที่ถือกันมาก็คือในวัน ๑๕ ค่ำ หรือ ๑๔ ค่ำกรณีเดือนขาด เรียกสั้นๆ ว่า “ลงโบสถ์”
ท่านว่าในศาสนาของพระพุทธเจ้าบางองค์ในอดีตกาล ๗ ปีพระสงฆ์ลงโบสถ์กันหนหนึ่ง แต่ในศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์นี้กำหนด ๑๕ วันลงโบสถ์หนหนึ่ง
———————-
๒ บิณฑบาตเลี้ยงชีพ
———————-
พระต้องออกบิณฑบาตเป็นกิจวัตรประจำวัน กิจข้อนี้ท่านสอนไว้ตั้งแต่วันแรกที่บวช เป็นการยืนยันว่าพระดำรงชีพอยู่ได้ด้วยศรัทธาของชาวบ้าน ให้ตระหนักว่าต้องทำตนเป็นคนเลี้ยงง่าย และต้องทำหน้าที่ของพระให้เต็มที่ อย่าให้เสียข้าวสุกชาวบ้านเปล่าๆ
พระบางรูปที่ไม่ออกบิณฑบาต ต้องมีคำอธิบายได้ตามพระวินัยว่าทำไม
———————
๓ สวดมนต์ไหว้พระ
———————
ตามปกติ พระในเมืองไทยจะชุมนุมกันเพื่อสวดมนต์ไหว้พระวันละ ๒ เวลา คือเช้าครั้งหนึ่ง และเย็น (หรือค่ำ) อีกครั้งหนึ่ง เรียกรู้กันว่า ทำวัตรเช้า-ทำวัตรเย็น ถ้าในระหว่างเข้าพรรษา ๓ เดือนก็จะเพิ่มพิเศษขึ้นอีกเวลาหนึ่งในเวลาตีสี่
———————————–
๔ กวาดอาวาสวิหารลานพระเจดีย์
———————————–
ข้อนี้ก็คือทำความสะอาดที่อยู่ และทำความสะอาดวัด โดยมากท่านมักจะทำทุกวันในเวลาบ่ายๆ กวาดวัดเสร็จ สรงน้ำ ได้เวลาทำวัตรเย็นพอดี
—————–
๕ รักษาผ้าครอง
—————–
ข้อนี้เป็นการปฏิบัติตามพระวินัย ผ้าไตรจีวรเป็นบริขารประจำตัวที่จำเป็นมาก สมัยโบราณผ้าสำหรับทำไตรจีวรหายาก จึงต้องใช้อย่างประหยัด คือน้อยชิ้นที่สุด ตามวินัยกำหนดให้มีเพียง ๓ ชิ้น (ไตรจีวร = ผ้าสามผืน) และต้องใช้ให้คุ้มค่า ชุดหนึ่งต้องใช้ให้ได้ ๑ ปี การทอดกฐินปีละครั้งก็คือเป็นวาระผลัดเปลี่ยนไตรจีวรชุดใหม่ประจำปีนั่นเอง
รักษาผ้าครองก็คือดูแลให้ไตรจีวรอยู่กับตัวเสมอ มีศีลข้อหนึ่งบัญญัติไว้ว่า ภิกษุไม่เอาไตรจีวรติดตัวไว้ครบชุดแม้เพียงคืนเดียวก็ต้องอาบัติ
——————
๖ อยู่ปริวาสกรรม
——————
ปริวาส-เป็นวิธีปฏิบัติเพื่อให้พ้นผิดในกรณีที่ต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วปกปิดไว้ เป็นการลงโทษแบบอารยชน เช่นตัดสิทธิ์บางอย่างเป็นต้น และให้อยู่ในความควบคุมของคณะสงฆ์ เทียบคล้ายกับกักบริเวณทำนองนั้น
พระสมัยก่อนท่านอ้างว่า แม้ไม่ได้ต้องอาบัติสังฆาทิเสสก็ควรอยู่ปริวาสเพื่อความบริสุทธิ์แห่งศีล ผิดหรือไม่ผิดไม่แน่ใจ แต่มายอมรับโทษไว้ก่อน เกินดีกว่าขาด-ประมาณนั้น
—————————–
๗ โกนผมปลงหนวดตัดเล็บ
—————————–
ข้อนี้คำเก่าท่านเรียก “กายบริหาร” ไม่ได้แปลว่าทำท่าดัดตัวหรือยืดเส้นยืดสาย แต่หมายถึงดูแลร่างกายให้สะอาดเรียบร้อยอยู่เป็นนิตย์ จะรวมไปถึงการรักษาสุขภาพให้ปกติด้วยก็ได้
วันที่เรียกกันว่า “วันโกน” ก็สืบเนื่องมาจากการปฏิบัติตามกิจวัตรข้อนี้
——————————————-
๘ ศึกษาสิกขาบทและปฏิบัติพระอาจารย์
——————————————-
ข้อนี้เป็นกิจที่สำคัญมาก คันถธุระทั้งหมดอยู่ในข้อนี้ เป็นที่มาของคำว่า “บวชเรียน” คือบวชแล้วต้องศึกษาพระธรรมวินัยให้รู้เข้าใจชัดเจน ที่ยก “สิกขาบท” ขึ้นมาเป็นหลักก็เพราะเป็นศีลของพระ จำเป็นต้องรู้ ไม่รู้ก็ทำผิด ทำผิดก็เพราะไม่รู้ จึงต้องเรียนให้รู้ นอกจากสิกขาบทแล้วคำสอนอื่นๆ ก็ต้องศึกษาด้วย
เรื่องอื่นๆ จะศึกษาหรือไม่ศึกษา ไม่ว่ากัน แต่เรื่องพระธรรมวินัย ต้องศึกษา ไม่ศึกษาถือว่าบกพร่องต่อหน้าที่อย่างร้ายแรง
ส่วน “ปฏิบัติพระอาจารย์” หมายถึงพระที่บวชยังไม่เกิน ๕ พรรษา ตามหลักพระวินัยต้องอยู่ในความปกครองของพระอุปัชฌาย์อาจารย์ เพื่อท่านจะได้อบรมสั่งสอนการควรเว้นควรประพฤติทั้งปวงให้เข้าใจ เมื่ออยู่ในความปกครองของท่านก็ต้องปฏิบัติกิจต่างๆ ที่ศิษย์จะพึงปฏิบัติต่อครูบาอาจารย์ ช่วงเวลาที่เข้าปฏิบัติกิจต่อท่านนี่เองเป็นโอกาสที่ท่านจะแนะนำสั่งสอนไปด้วยในตัวว่าอะไรควรทำอย่างไร ทำอย่างไรผิด ทำอย่างไรถูก คือสอนกันด้วยการกระทำจริง (learning by doing)
ศึกษาสิกขาบทเหมือนภาคทฤษฎี ปฏิบัติพระอาจารย์เหมือนภาคปฏิบัติ
อาจกล่าวได้ว่าการปฏิบัติพระศาสนาที่สืบทอดมาถึงปัจจุบันมาโดยทางนี้มากที่สุด คือศิษย์รับถ่ายทอดมาจากอาจารย์ แล้วศิษย์ก็ถ่ายทอดไปยังศิษย์รุ่นต่อๆ ไป
————-
๙ เทศนาบัติ
————-
คำนี้แปลจากหน้าไปหลัง คือแปลว่า “แสดงอาบัติ” (เทศนา = แสดง) คำเก่าพูดว่า “ปลงอาบัติ” เป็นกิจอย่างหนึ่งของพระ มีแนวคิดทำนองเดียวกับการอยู่ปริวาสกรรม กล่าวคือ ปริวาสกรรมเป็นขั้นตอนการเปลื้องความผิดอันเกิดจากอาบัติหนัก แต่เทศนาบัติเป็นขั้นตอนการเปลื้องความผิดอันเกิดจากอาบัติเบา ซึ่งจะพ้นผิดได้ด้วยการเปิดเผยการกระทำผิดต่อเพื่อนพระด้วยกัน ลงท้ายด้วยรับปากว่าจะสำรวมระวังไม่กระทำผิดเช่นนั้นอีกต่อไป
พระสมัยก่อนนิยมแสดงอาบัติเมื่อฉันเช้าเสร็จแล้วตอนหนึ่ง ก่อนจะทำวัตรสวดมนต์เช้าเย็นอีกตอนหนึ่ง รวมทั้งก่อนจะลงโบสถ์ด้วย ช่วงเวลาดังกล่าวนี้เป็นเวลาที่พระมาอยู่พร้อมหน้ากัน เหมาะที่จะเปิดเผยความผิดของตนให้เพื่อนพระด้วยกันรับทราบ
เทศนาบัติไม่ได้มีเจตนาจะให้ประมาทชะล่าใจไปว่าทำผิดก็ไม่เป็นไร แสดงอาบัติเสียแล้วก็พ้นผิด แต่เป็นการย้ำเตือนให้สังวรระวังตั้งใจรักษาศีลให้บริสุทธิ์อยู่เสมอ
—————————————–
๑๐ พิจารณาปัจจเวกขณะทั้ง ๔ เป็นต้น
—————————————–
ปัจจเวกขณะ แปลว่า การไตร่ตรองใคร่ครวญในกิจที่กำลังทำ
เวลาพระจะฉันภัตตาหาร ๑ นุ่งห่มจีวร ๑ เข้าอยู่อาศัยในกุฎิที่พัก ๑ ฉันยาเมื่ออาพาธหรือป้องกันโรค ๑ ทั้ง ๔ เวลานี้จะต้องไตร่ตรองใคร่ครวญก่อนว่าทำไปเพื่ออะไร เพื่อมิให้เกิดความประมาทเมามัวเพลิดเพลินติดใจในสิ่งนั้นๆ เรียกว่า พิจารณาปัจเวกขณะ บางทีก็เรียกสั้นๆ ว่า “ปัจจเวกขณ์” (มักออกเสียงว่า ปัด-จะ-เหฺวก) ถ้าไม่ทำเช่นนี้ถือว่าประมาท บริโภคใช้สอยปัจจัยสี่ในฐานะเป็นหนี้ชาวบ้าน ไม่สมกับที่เข้ามาบวช การพิจารณาเช่นนี้นับเข้าในภาวนาชนิดหนึ่ง
คำว่า “เป็นต้น” แสดงเจตนาว่าให้พิจารณาธรรมะอื่นๆ ด้วย ว่าโดยเนื้อหานี่ก็คือ “วิปัสสนาธุระ” นั่นเอง
————
ตอนท้ายของกิจวัตร ๑๐ อย่าง มีคำสรุปว่า –
กิจวัตร ๑๐ เหล่านี้เป็นกิจใหญ่ ควรที่ภิกษุจะต้องศึกษาให้ทราบความชัด และจำไว้เพื่อปฏิบัติสมควรแก่สมณสารูปแห่งตน
————
เคยได้ยินพระสมัยใหม่ตั้งคำถามว่า กิจวัตร ๑๐ อย่างดังว่านี้มีมาในพระไตรปิฎกหรือเปล่า

ไม่ทราบเจตนาในการตั้งคำถาม แต่เดาว่า-เพื่อจะโต้แย้งว่า ถ้าไม่ได้มีมาในพระไตรปิฎก ก็ไม่จำเป็นจะต้องปฏิบัติตาม

คำตอบก็คือ กิจวัตร ๑๐ อย่างไม่ได้มีมาเป็นชุดสำเร็จรูปในพระไตรปิฎกเหมือนหลักธรรมทั้งหลาย เป็นแต่เพียงโบราณาจารย์-เข้าใจว่าในยุครัตนโกสินทร์นี่เอง-ท่านเก็บจากตรงนั้นตรงโน้นมารวมกันเข้าไว้ แต่อาจชี้ได้ทั้งหมดว่าข้อไหนมีอยู่ตรงไหนในพระไตรปิฎก

ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่ากิจวัตรทั้ง ๑๐ นี้มีในพระไตรปิฎกหรือเปล่า

แต่อยู่ที่ว่า กิจวัตรทั้ง ๑๐ นี้ควรที่พระจะปฏิบัติตามหรือเปล่า

ถ้าไม่ปฏิบัติกิจวัตรเหล่านี้ วันๆ ท่านจะทำอะไร

ท่านจะเอาอะไรที่มีในพระไตรปิฎกมาปฏิบัติกันบ้าง

ประเด็น-ต้องมีมาในพระไตรปิฎก-นี้ บางสำนักตีกรอบให้แคบเข้าไปอีกว่า-ต้องเฉพาะที่เป็นพระดำรัสตรัสเองของพระพุทธเจ้า ที่เรียกว่า “พุทธวจนะ” เท่านั้น อันอื่นจากนี้ถึงจะมีมาในพระไตรปิฎก ก็ไม่เอา

ผมเคยได้ยินพระเถระรูปหนึ่งท่านย้อนให้ว่า-ถ้าเช่นนั้นคุณก็ต้องกลับใช้ตะเกียงใช้ไต้ จะใช้ไฟฟ้าไม่ได้ เพราะไฟฟ้าไม่มีในพระไตรปิฎก
โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ เฟซบุ๊ก พวกนี้ ใช้ไม่ได้ทั้งนั้น เพราะไม่มีในพระไตรปิฎก
————
ปัญหาที่ควรถามกันข้อหนึ่งก็คือ ถ้าพระท่านไม่ทำกิจวัตรเหล่านี้ ชาวบ้านอย่างเราๆ จะทำอย่างไร

คำตอบก็คือ พระท่านไม่ทำหน้าที่ของท่าน ก็เป็นความบกพร่องของท่าน อย่าเอาความบกพร่องของท่านมาเป็นเหตุให้เราบกพร่องต่อหน้าที่ของเราไปด้วย

ท่านไม่ทำ เราก็ทำหน้าที่ของเราไป
การศึกษาเรียนรู้เรื่องพวกนี้ก็ถือว่าเป็นหน้าที่ของเราด้วยเช่นกัน จะได้รู้ทันพระ และจะได้อุปถัมภ์บำรุงสนับสนุนพระให้ถูกทาง

ที่ยังมีผู้สนับสนุนพระในทางผิดๆ สาเหตุใหญ่เกิดจากความไม่รู้ว่าอะไรผิดอะไรถูก อะไรพระทำได้ อะไรทำไม่ได้

ถ้าญาติโยมรู้ทันกันมากๆ พระก็ทำผิดไม่ถนัด

เป็นการช่วยป้องกันพระไม่ให้ทำผิดได้ทางหนึ่ง

ผมเชื่อว่านี่คือวิธีช่วยกันรักษาพระศาสนาที่ถูกที่ตรงที่สุด

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
๒๖ กันยายน ๒๕๕๘

10/05/2026

รายรับ-รายจ่ายของวัด มีรายการอะไรบ้าง?

รายรับของวัด แบ่งหลักๆ เป็น 3 ทาง ได้แก่ เงินบริจาค เงินผลประโยชน์จากทรัพย์สินวัดหรือที่
ธรณีสงฆ์ และเงินอุดหนุนจากรัฐ โดยมีรายละเอียดสำคัญ ซึ่งต้องจัดทำบัญชีทุกเดือน คือ

1.เงินบริจาค (เงินทำบุญทั่วไป): เงินทำบุญตักบาตรทุกวันพระ ถวายสังฆทาน, เงินทำบุญในงานเทศกาล (วันปีใหม่, วันสงกรานต์, วันเข้า-ออกพรรษา) เงินทำบุญทอดกฐิน ผ้าป่า เงิน
ทำบุญอุทิศส่วนกุศล (งานศพ, ทำบุญบ้าน)
ส่วนเงินบริจาคหรือเงินทำบุญอีกลักษณะอันมีวัตถุประสงค์ของผู้บริจาคเป็นการเฉพาะเจาะจง เช่น เพื่อกองทุนภิกษุสงฆ์อาพาธ, เงินตู้บริจาค
ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า, ค่าภัตตาหาร, ค่าแซมแซมหรือค่าก่อสร้างเสนาสนะที่ถูกระบุ เป็นต้น ทั้งนี้ เงิน
บริจาคที่มีวัตถุประสงค์ดังกล่าว วัดต้องดูแลรักษาและจัดการเงินให้เป็นไปตามความประสงค์
ของผู้บริจาค ตามกฎกระทรวง พ.ศ.2564 ข้อ 7 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๑๖
มิถุนายน ๒๕๖๔ เล่ม ๑๓๘ ตอนที่ ๔๐ ก

2.เงินผลประโยชน์จากทรัพย์สินวัดหรือที่ธรณีสงฆ์ เช่น เงินผลประโยชน์ หรือค่าเช่าที่ธรณีสงฆ์ /
ที่กัลปนา (ที่ดินวัด)/ ค่าเช่าตึกแถว/สิ่งปลูกสร้าง/ เงินค่าผาติกรรม (เงินชดเชยที่ได้จากการแลกเปลี่ยน/โอนย้ายทรัพย์สินหรือทำให้ศาสนสมบัติพ้นสภาพไป) เงินค่าขายสิ่งของหรือวัตถุมงคล
/ ค่าปรับ / ค่าชดเชยรายได้จากการบริหารจัดการ / ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร/ เงินปันผลหรือ
ผลตอบแทนจากการลงทุนของวัด

3.เงินอุดหนุนช่วยเหลือจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (เช่น เงินบูรณปฏิสังขรณ์วัด,
โครงการเผยแผ่ศาสนา เป็นต้น) และเงินสนับสนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, เงินยกมา
จากปีเก่าหรือเงินคงเหลือจากปีบัญชีที่ผ่านมา

รายจ่ายของวัด

รายจ่ายของวัด ประกอบด้วย ค่าใช้จ่ายหลักๆ ในการทำนุบำรุงศาสนาและสนับสนุนกิจการสงฆ์
การบริหารจัดการและการสาธารณูปโภค หมวดหมู่ที่สำคัญๆ คือ

ค่าใช้จ่ายด้านศาสนกิจ (ค่าวัสดุอุปกรณ์ในพิธีกรรม/ งานทำบุญ/ งานเทศกาล/ งานประเพณี หรือ
ทำบุญวันสำคัญต่างๆ)

ค่าสาธารณูปโภค (ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา ค่าโทรศัพท์ และอินเตอร์เน็ตของวัด)

ค่าใช้จ่ายด้านศาสนสมบัติ เช่น ค่าบูรณปฏิสังขรณ์ ทำนุบำรุงศาสนสถาน ก่อสร้างซ่อมแซมศาสน
สถาน (อุโบสถ, วิหาร, ศาลา กุฏิสงฆ์หรือเสนาสนะต่างๆ)

ค่าใช้จ่ายกิจการคณะสงฆ์และบุคลากร เช่น ค่านิตยภัต (เงินเดือนพระภิกษุบางรูป / ดูแลพระสงฆ์
ในวัด) ค่ารักษาพยาบาลพระภิกษุสงฆ์-สามเณร/ ค่าจ้างค่าแรงงานคนงานหรือแม่บ้านและ
ค่าตอบแทนวิทยากร เป็นต้น)

ค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมการศึกษาพระปริยัติธรรม

ค่าตอบแทนไวยาวัจกร หรือเจ้าหน้าที่วัด (บางรายการ)

ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดและบริหารจัดการ

ค่าบำรุงรักษาปรับปรุงภูมิทัศน์/ทำความสะอาดวัด

ค่าใช้จ่ายในการทำบัญชี (ค่าสมุดบัญชี/รายงาน) ตามระเบียบใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568
เป็นต้นไป ซึ่งวัดจะต้องจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายที่ชัดเจน และบันทึกบัญชีทุกครั้งที่มีรายการ
รับ-จ่าย โดยสรุปรายเดือน-รายปี ส่งให้สำนักงานพุทธศาสนาจังหวัดภายในวันที่ 20 มกราคมของทุกปี รวมทั้งมีระบบการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้นทั้งการตรวจสอบภายในและการตรวจสอบ
จากภายนอก เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ อันจะสร้างความศรัทธาเชื่อมั่น
ของพุทธศาสนิกชนและชุมชน
------------------------

สร้างระบบธรรมาภิบาลวัดอย่างไร? เปิด "หลักปฏิบัติ ๙ ข้อ" สู่ความโปร่งใส🔎 9 หลักธรรมาภิบาลวัด มีอะไรบ้าง?1. มีคณะกรรมการร่...
09/05/2026

สร้างระบบธรรมาภิบาลวัดอย่างไร?

เปิด "หลักปฏิบัติ ๙ ข้อ" สู่ความโปร่งใส

🔎 9 หลักธรรมาภิบาลวัด มีอะไรบ้าง?

1. มีคณะกรรมการร่วมบริหารวัด : เจ้าอาวาสแต่งตั้งคณะกรรมการที่มีทั้งพระและฆราวาส ช่วยบริหารอย่างมีส่วนร่วม

2. กำหนดคุณสมบัติและวาระของกรรมการและไวยาวัจกร : ลดปัญหา “คนใกล้ชิดครองตำแหน่ง” พร้อมระบบประเมินผลการทำงาน

3. เพิ่มพูนความรู้ด้านบริหารให้พระสงฆ์ : โดยเฉพาะพระที่มีบทบาทด้านการจัดการวัด

4. มีนโยบายและระเบียบที่ชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร : ลดการบริหารแบบปากเปล่า หรืออ้างคำสั่งด้วยวาจา

5. มีระบบบัญชีและควบคุมภายในที่โปร่งใส : ทั้งรายรับและรายจ่ายต้องตรวจสอบได้ตามหลักบัญชี

6. แต่งตั้งผู้ตรวจสอบจากภายนอก : เพื่อความเป็นอิสระและตรวจสอบแบบมืออาชีพ

7. จัดทำรายงานทางการเงินตามมาตรฐาน : ไม่ใช่แค่ส่งรายงาน แต่ต้องใช้ติดตามประสิทธิภาพจริง

8. เปิดเผยข้อมูลสำคัญต่อสาธารณะ : เช่น รายรับ-รายจ่าย นโยบายบริหาร ทรัพย์สินวัด

9. ประชุมคณะกรรมการวัดสม่ำเสมอ : พร้อมจดบันทึกชัดเจน ให้ทุกการตัดสินใจมีร่องรอย ตรวจสอบได้ย้อนหลัง

📍 ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพียงแค่แนวคิด แต่เริ่มนำร่องแล้วในวัด 16 แห่งทั่วประเทศ เพื่อเปลี่ยน “วัด” ให้บริหารจัดการอย่างเป็นระบบ โปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยไม่ลดทอนคุณค่าทางจิตวิญญาณ และไม่ปล่อยให้ “ศรัทธา” กลายเป็นพื้นที่สุ่มเสี่ยงต่อผลประโยชน์

ประชาชนเองก็สามารถมีส่วนร่วมในการสนับสนุนความโปร่งใสภายในวัดให้เกิดขึ้นจริงได้ เพียงร่วมเป็น Active Citizen จับตา – ชี้เบาะแส – แฉกลโกง เพราะทุกการตั้งคำถามของคุณ อาจทำให้เราหยุดคอร์รัปชันได้ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายไปนะครับ

📲 ร่วมแชร์แนวปฏิบัติดี ๆ ให้วัดใกล้บ้านคุณ เพราะทุกที่ก็สามารถบริหารตามหลักธรรมาภิบาลได้เหมือนกันนะครับ

07/05/2026

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

ถวายน้ำดื่มประจำชมรมฯ
26/04/2026

ถวายน้ำดื่มประจำชมรมฯ

ขอบคุณ..สมาชิกสภาเทศบาลตำบลวงฆ้อง อ.พรหมพิราม สท.ศิริ ศิริศรีวรนันท์ บริจาคหินกรวด ส่วน สท.มานพ มีแก้ว นำรถมาปรับเกรด โด...
26/04/2026

ขอบคุณ..สมาชิกสภาเทศบาลตำบลวงฆ้อง อ.พรหมพิราม สท.ศิริ ศิริศรีวรนันท์ บริจาคหินกรวด ส่วน สท.มานพ มีแก้ว นำรถมาปรับเกรด โดยมี สท.สมบัติ อุ่นคำ ประสานงาน ณ วัดสันติกาวาส ต.วงฆ้อง อ.พรหมพิราม ..ขออนุโมทนา

ขอบคุณกู้ภัยบูรพา นำโลงศพใหม่มาไว้อีกครั้งเพื่อให้ชมรมบริจาคแก่ญาติผู้เสียชีวิตที่ต้องการ วันเดียวกันพระภิกษุได้วางสปริง...
24/04/2026

ขอบคุณกู้ภัยบูรพา นำโลงศพใหม่มาไว้อีกครั้งเพื่อให้ชมรมบริจาคแก่ญาติผู้เสียชีวิตที่ต้องการ วันเดียวกันพระภิกษุได้วางสปริงเกอร์เพื่อบรรเทาความร้อนบนหลังคาชมรม ขออนุโมทนาผู้ร่วมบุญทุกท่าน

ชมรมผู้ปฏิบัติธรรม วัดสันติกาวาสหนองตม นำโรงศพทีผู้ร่วมบริจาค ร่วมงานศพ นางสำเนียง  แก้วโภคา
18/04/2026

ชมรมผู้ปฏิบัติธรรม วัดสันติกาวาสหนองตม นำโรงศพทีผู้ร่วมบริจาค ร่วมงานศพ นางสำเนียง แก้วโภคา

ที่อยู่

75-76 ม.1 ต.วงฆ้อง อ.พรหมพิราม
Phitsanulok
65180

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ชมรมผู้ปฏิบัติธรรม วัดสันติกาวาสหนองตมผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์