01/10/2026
เช้าวันที่ 1 ต.ค. 2569 ระบบเจ้าพระยากำลังอยู่ในช่วง “น้ำเหนือเร่งขึ้น แต่เขื่อนเจ้าพระยายังไล่ระบายแบบขั้นบันได” และนี่เป็นช่วงที่ต้องจับตาใกล้ชิดกว่าการดูตัวเลข 2,500 เพียงตัวเดียวครับ
ภาพจากภาคสนาม ระบุเช้าวันนี้ว่า C.2 นครสวรรค์ประมาณ 2,610 ลบ.ม./วินาที, แม่น้ำสะแกกรังประมาณ 574 ลบ.ม./วินาที และเขื่อนเจ้าพระยาระบาย 2,300 ลบ.ม./วินาที ข้อมูลนี้สอดคล้องกับทิศทางทางการอย่างดี เพราะเวลา 20.00 น. วันที่ 30 ก.ย. มีรายงาน C.2 = 2,565, สะแกกรัง = 554 และเขื่อนเจ้าพระยายังระบาย 2,200 ลบ.ม./วินาที ก่อนเริ่มไต่ขึ้นตั้งแต่ 21.00 น. และถึง 2,300 ลบ.ม./วินาที เวลา 02.00 น. วันที่ 1 ต.ค. แล้วคงอัตรานั้นไว้ก่อน
ตรงนี้ช่วยแก้ความเข้าใจเรื่องข่าว “2,500” เมื่อวานได้ชัดมากครับ: 2,500 ลบ.ม./วินาทีเป็นเพดาน/กรอบที่อนุมัติให้กรมชลประทานใช้ตามสถานการณ์ ไม่ใช่หมายความว่าตั้งแต่เที่ยง 30 ก.ย. ต้องระบาย 2,500 ทันที ประกาศทางการระบุให้เพิ่มแบบขั้นบันได และช่วงเช้าวันนี้การระบายจริงอยู่ที่ 2,300 ตามข้อมูลภาคสนามที่ดุลยชลได้รับพอดี
จุดที่ผมมองว่าสำคัญที่สุดขณะนี้คือ hydrograph เหนือเขื่อนยังเดินขึ้น C.2 จาก 2,565 ตอนสองทุ่ม กลายเป็นราว 2,610 เช้าวันนี้ และสะแกกรังจาก 554 เป็นราว 574 หากตัวเลขเวลาในภาพอยู่ใกล้ช่วง 06.00 น. นั่นแปลว่า “แรงกดจากด้านบน” ยังไม่จบ กรมชลประทานเองยังประเมินว่า C.2 อาจไปใกล้ 3,000–3,010 ลบ.ม./วินาทีราววันที่ 2 ต.ค. และเมื่อรวมสะแกกรังกับ sideflow อื่น ปริมาณน้ำเหนือเขื่อนอาจอยู่ประมาณ 3,600–3,700 ลบ.ม./วินาที
แต่ผมไม่อยากให้เราเอา 2,610 + 574 − 2,300 แล้วเรียกทันทีว่า “น้ำค้างเหนือเขื่อนเท่านี้” เพราะผิดหลัก unsteady flow ครับ น้ำจาก C.2 และสะแกกรังใช้เวลาเดินทางมาถึงเขื่อนเจ้าพระยา และยังมี sideflow, การรับเข้าคลองฝั่งตะวันตก–ตะวันออก และ storage ระหว่างทาง ข้อมูลแต่ละสถานีเวลาเดียวกันจึง ไม่ใช่ instantaneous mass balance ของ control volume เดียวกัน ต้องเลื่อนเวลา hydrograph ให้สอดคล้องกันก่อน
🥸สิ่งที่ข้อมูลภาคสนามชุดนี้บอกเราได้ค่อนข้างมั่นคงคือ:
* น้ำเหนือกำลังเพิ่มจริง ไม่ใช่ข่าวคาดการณ์อย่างเดียว
* เขื่อนเจ้าพระยายังไม่ได้ใช้เพดาน 2,500 เต็มทันที แต่กำลังบริหารแบบ stepwise ที่ 2,300
* การที่รัฐชะลออยู่ที่ 2,300 ชั่วคราว สอดคล้องกับแนวคิดลด shock ต่อพื้นที่ท้ายน้ำ เพราะพื้นที่เสนา–ผักไห่–บางบาล–ริมแม่น้ำน้อยได้รับผลกระทบจากระดับที่สูงอยู่แล้ว
* หาก inflow เหนือเขื่อนยังขึ้นตาม forecast ความเป็นไปได้ที่จะต้องขยับจาก 2,300 → ระดับสูงกว่านี้ภายในกรอบ 2,500 ยังมีอยู่ แต่ต้องดูข้อมูลจริงเป็นช่วง ๆ ไม่ควรพูดล่วงหน้าว่าจะขึ้นแน่นอน
🥸สำหรับ CPY Whole System ของเรา ผมจะจับ 3 wave พร้อมกันครับ
1️⃣Wave 1 — น้ำเหนือ:
P.17 / N.67 / C.2 / Ct.19 สะแกกรัง
ตอนนี้เป็นฝ่าย “กำลังส่งสัญญาณขึ้น”
2️⃣Wave 2 — จุดควบคุมชัยนาท:
C.13 เขื่อนเจ้าพระยา + ปริมาณรับเข้าคลองสองฝั่ง
ตอนนี้กำลัง “หน่วงและกระจายน้ำ” ด้วยการคงท้ายเขื่อนที่ 2,300 ก่อน ทั้งที่ได้รับอนุมัติกรอบสูงกว่า
3️⃣Wave 3 — การตอบสนองท้ายน้ำ:
อ่างทอง → C.35 → C.36 โผงเผง → C.37 บางบาล → แม่น้ำน้อย → C.67 หัวเวียง → C.68 เสนา → C.29 บางไทร
นี่คือ wave ที่ต้องดูอีก 1–หลายวันตามตำแหน่ง เพราะระดับไม่ได้ตอบสนองพร้อมกันทุกสถานี
สำหรับ ภาพพระราม 6 ผมเห็นว่ามีประโยชน์ในฐานะข้อมูลภาคสนามอีกชั้น เพราะชี้ให้เห็นว่าด้านแม่น้ำป่าสัก–คลองระพีพัฒน์มีการบริหารแยกจากแกนเจ้าพระยา ไม่ใช่ระบบเดียวกันทั้งหมด แต่ตัวเลข 230 / 216 / 84 / 530 ในภาพยังควรได้ legend/เวลา/นิยามจุดวัดจากผู้จัดทำก่อนที่เราจะเอามาทำ water balance เพราะจากภาพอย่างเดียวเราไม่ควรสมมติว่าทุกค่าคือ Q ที่วัด ณ เวลาเดียวกันหรืออยู่คนละด้านของเขื่อนอย่างไร
🕵️สรุปเช้าวันนี้แบบดุลยชล
น้ำเหนือกำลังมาแรงขึ้น — แต่เขื่อนเจ้าพระยายัง “ไล่ระบาย” ไม่ใช่ “เปิด 2,500 เต็มทันที”
เช้าวันนี้ข้อมูลภาคสนามชี้ C.2 ราว 2,610, สะแกกรังราว 574, ขณะที่ C.13 อยู่ที่ 2,300 ลบ.ม./วินาที
ช่วง 1–2 ต.ค. จึงเป็นช่วงสำคัญมาก: เราต้องดูว่า C.2 จะพีกแค่ไหน และเมื่อใดกรมชลประทานจะขยับ C.13 อีกขั้น เพราะคำตอบนั้นจะส่งต่อไปถึง โผงเผง–บางบาล–ผักไห่–หัวเวียง–เสนา ในลำดับเวลาถัดไป
และมีอีกสัญญาณที่น่าสนใจ: เขื่อนภูมิพลได้ งดการระบายวันที่ 30 ก.ย.–1 ต.ค. เพื่อลดน้ำลงลุ่มเจ้าพระยา ซึ่งช่วยด้าน upstream management แต่ผลที่เห็นที่ C.2 ช่วงนี้ส่วนใหญ่ยังเป็นน้ำที่เกิด/เดินทางอยู่ในระบบตอนล่างกว่าเขื่อนและน้ำจากสาขา ไม่สามารถทำให้ hydrograph ที่กำลังมาถึงหายไปทันทีครับ