08/08/2026
ก่อนถามว่า “เด็กโดนบูลลี่ แล้วครูทำไมไม่ช่วย”
เราอาจต้องถามก่อนว่า ครูมีอำนาจช่วยได้แค่ไหน
และอะไรกดทับครูเอาไว้
เวลาเกิดเหตุเด็กถูกบูลลี่ในโรงเรียน คำถามที่ตามมามักเป็น “ครูอยู่ไหน?” หรือ “ทำไมครูเห็นแล้วไม่จัดการ?”
คำถามนี้ไม่ผิด แต่ถ้าดูกฎหมายและงานวิจัย เราอาจต้องแยกก่อนว่า “หน้าที่ในการช่วยเด็ก” กับ “อำนาจในการจัดการปัญหา” ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 เมื่อพบเด็กที่อยู่ในสถานการณ์จำเป็นต้องได้รับการสงเคราะห์หรือคุ้มครอง มีหน้าที่ให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นและแจ้งผู้เกี่ยวข้องโดยไม่ชักช้า ขณะเดียวกัน มาตรา 63 ก็กำหนดให้สถานศึกษาต้องมีระบบแนะแนว ให้คำปรึกษา ฝึกอบรม และส่งเสริมความปลอดภัยของนักเรียน
ดังนั้น ถ้าครูเห็นการรังแก ครูไม่ควรเพิกเฉย ครูสามารถหยุดเหตุเฉพาะหน้า แยกเด็กออกจากสถานการณ์เสี่ยง รับฟัง บันทึกเหตุการณ์ และส่งเรื่องต่อได้
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ. 2548 ไม่ได้ให้อำนาจครูทุกคนลงโทษนักเรียนโดยอัตโนมัติ ผู้มีอำนาจคือผู้บริหารสถานศึกษา หรือผู้ที่ผู้บริหารมอบหมาย และการลงโทษเองก็ถูกจำกัดไว้เพียง 4 รูปแบบ คือ ว่ากล่าวตักเตือน ทำทัณฑ์บน ตัดคะแนนความประพฤติ และทำกิจกรรมเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยห้ามใช้ความรุนแรง กลั่นแกล้ง หรือใช้อารมณ์ในการลงโทษ
ตรงนี้จึงเกิดสภาพที่น่าสนใจว่า
ครูชั้นผู้น้อยอาจเป็นคนที่อยู่ใกล้เด็กที่สุด เห็นเหตุเร็วที่สุด และมีหน้าที่ต้องช่วย แต่กลับไม่ได้เป็นคนที่มีอำนาจจัดการปัญหาทั้งหมดด้วยตัวเอง
และเมื่อเปิดงานวิจัย เรื่องก็ยิ่งซับซ้อนกว่านั้น
Systematic review ในวารสาร Teaching and Teacher Education ปี 2026 รวบรวมงานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับการตอบสนองของครูต่อ bullying ในระดับมัธยมศึกษาถึง 74 งาน พบว่า การที่ครูจะเข้าแทรกแซงหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับนิสัยหรือคุณธรรมส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่สัมพันธ์กับหลายระดับ ตั้งแต่ความรู้และทัศนคติของครู ความสัมพันธ์กับคนในโรงเรียน ไปจนถึงภาระงาน อิสระในการตัดสินใจ นโยบาย วัฒนธรรมโรงเรียน และการสนับสนุนจากองค์กร [1]
พูดง่าย ๆ คือ กระบวนการจริงอาจไม่ได้เป็นเพียง
ครูเห็นเด็กถูกบูลลี่ → ครูเลือกว่าจะช่วยหรือไม่ช่วย
แต่อาจเป็น
ครูเห็นเหตุ → ประเมินว่าร้ายแรงไหม → รู้วิธีจัดการหรือไม่ → ตนเองมีอำนาจทำอะไร → ถ้าทำแล้วคนในระบบจะสนับสนุนไหม → โรงเรียนกำหนดให้ส่งเรื่องไปที่ใคร → จึงเกิดหรือไม่เกิดการแทรกแซง
ยิ่งไปกว่านั้น มีงานวิจัยในประเทศไทยที่ศึกษาครูใหม่จากโรงเรียนรัฐบาล 8 แห่งในกรุงเทพฯ พบอุปสรรคต่อการเข้าแทรกแซงความรุนแรงในโรงเรียนหลายด้าน ทั้งความรู้ไม่เพียงพอ ความมั่นใจต่ำ การมองความรุนแรงบางชนิดว่าไม่ร้ายแรง การขาดการสนับสนุนจากผู้บริหาร และที่น่าสนใจคือ “vertical power and hierarchy” หรือโครงสร้างอำนาจในแนวดิ่ง [2]
ครูใหม่บางคนไม่แน่ใจว่าตนเองควรเข้าไปจัดการนักเรียนที่ไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบโดยตรงหรือไม่ บางคนกังวลว่าจะเป็นการก้าวก่ายครูประจำชั้น หรือไม่กล้าขัดกับครูอาวุโสและบุคคลที่อยู่สูงกว่าในลำดับอำนาจ
ตรงนี้สำคัญ เพราะมันทำให้คำว่า “ครูไม่ช่วย” มีความหมายหลายแบบ
ครูอาจไม่ช่วยเพราะไม่เห็นว่าปัญหาร้ายแรง
ครูอาจไม่ช่วยเพราะไม่รู้ว่าควรทำอะไร
ครูอาจไม่ช่วยเพราะไม่มั่นใจในความสามารถของตนเอง
หรือครูอาจอยากช่วย แต่ไม่แน่ใจว่าตนเองมีอำนาจข้ามเส้นของใครได้แค่ไหน
Systematic review อีกชิ้นที่รวบรวมงาน 75 งานเกี่ยวกับครูประถมก็พบภาพคล้ายกัน คือการรับมือ bullying เชื่อมโยงกับความรู้ ทัศนคติ self-efficacy และสิ่งที่เรียกว่า subjective norms ซึ่งรวมถึงการรับรู้ว่าผู้อำนวยการและเพื่อนร่วมงานสนับสนุนหรือคาดหวังให้ครูจัดการเรื่องนี้อย่างไร [3]
นั่นหมายความว่า ต่อให้ครูสองคนมีความตั้งใจช่วยเด็กเท่ากัน ครูที่อยู่ในโรงเรียนซึ่งมีขั้นตอนชัดเจน ผู้บริหารสนับสนุน และเพื่อนร่วมงานพร้อมทำงานร่วมกัน อาจตัดสินใจเข้าแทรกแซงได้ง่ายกว่าครูที่ต้องคิดอยู่ตลอดเวลาว่า “ถ้าทำไปแล้วจะเป็นการก้าวก่ายหรือเปล่า?”
งาน meta-analysis เกี่ยวกับโครงการต่อต้าน bullying ยังพบด้วยว่า การพัฒนาความรู้ ทักษะ ความมั่นใจ และบรรทัดฐานร่วมในโรงเรียน สามารถเพิ่มการแทรกแซงของครูได้ แสดงว่าพฤติกรรมของครูไม่ใช่สิ่งตายตัว แต่เปลี่ยนได้เมื่อองค์กรสร้างเงื่อนไขที่เอื้อให้ครูทำงาน [4]
ทั้งหมดนี้ไม่ได้แปลว่า “ครูทุกคนที่ไม่ช่วยเป็นเหยื่อของระบบ”
และไม่ได้หมายความว่าเราควรใช้คำว่า “ไม่มีอำนาจ” เป็นข้ออ้างให้ครูยืนดูเด็กถูกกระทำ เพราะอย่างน้อยครูก็ยังมีหน้าที่หยุดอันตรายเบื้องต้น คุ้มครองเด็ก บันทึกเหตุ และส่งเรื่องต่อ
แต่ในอีกทางหนึ่ง การตัดสินว่าครูคนหนึ่งดีหรือเลวจากคำถามว่า “ทำไมไม่จัดการ?” เพียงอย่างเดียว ก็อาจง่ายเกินไปเช่นกัน
เพราะในองค์กรที่มีลำดับชั้นสูง คนที่เห็นปัญหาเป็นคนแรกอาจไม่ใช่คนที่มีอำนาจตัดสินใจ
ครูอาจรายงาน แต่เรื่องไม่เดิน
ครูอาจอยากจัดการ แต่ไม่รู้ว่าตนมีอำนาจถึงตรงไหน
ครูอาจรู้ว่ามีปัญหา แต่ระบบไม่ชัดว่าจะต้องส่งต่อให้ใคร
หรือบางครั้งครูระดับล่างอาจไม่กล้าข้ามลำดับชั้น เพราะกลัวว่าจะเป็นการก้าวก่ายหรือสร้างปัญหาให้ตัวเอง
ดังนั้น ก่อนถามว่า
“เด็กโดนบูลลี่แล้วครูทำไมไม่ช่วย?”
เราอาจต้องถามเพิ่มว่า
ครูรู้เรื่องหรือไม่?
เมื่อรู้แล้ว ครูหยุดอันตรายเบื้องต้นหรือไม่?
ครูรายงานหรือส่งเรื่องต่อหรือไม่?
ครูคนนั้นได้รับอำนาจให้จัดการถึงระดับไหน?
ขั้นตอนของโรงเรียนชัดเจนหรือไม่?
ผู้บริหารสนับสนุนให้ครูเข้าแทรกแซงจริงหรือไม่?
และเมื่อเรื่องขึ้นไปถึงคนที่มีอำนาจแล้ว คนข้างบนทำอะไรต่อ?
เพราะถ้าครูชั้นผู้น้อยส่งเรื่องแล้ว แต่ระบบข้างบนไม่ขยับ การโยนความรับผิดทั้งหมดกลับลงมาที่ “ครู” คนเดียวก็อาจกำลังวางปัญหาไว้ผิดระดับ
ในทางกลับกัน หากครูมีหน้าที่ มีช่องทาง และสามารถช่วยเหลือเบื้องต้นได้ แต่เลือกเพิกเฉย นั่นก็เป็นอีกกรณีหนึ่งที่ควรถูกตรวจสอบ
เรื่อง bullying ในโรงเรียนจึงไม่ควรถูกลดเหลือเพียงคำถามว่า “ครูดีหรือไม่ดี”
แต่อาจต้องถามในระดับโครงสร้างด้วยว่า
ถ้ารัฐกำหนดให้ครูเป็นด่านแรกในการปกป้องเด็ก เราได้ให้อำนาจ ความรู้ ขั้นตอนที่ชัดเจน การสนับสนุนจากผู้บริหาร และพื้นที่ในการตัดสินใจกับด่านแรกนั้นเพียงพอหรือยัง?
และในระบบโรงเรียนที่มีลำดับอำนาจสูง เป็นไปได้หรือไม่ว่า
คนที่อยู่ใกล้เด็กและเห็นปัญหาเร็วที่สุด กำลังเป็นคนที่มีอำนาจแก้ปัญหาน้อยที่สุด
ก่อนจะถามว่าทำไมครูไม่ช่วยเด็ก
บางทีเราจึงต้องถามด้วยว่า
ระบบเปิดทางให้ครูช่วยเด็กได้จริงแค่ไหน?
และระบบนั้นเอื้อให้ครูทำความดีและช่วยเหลือเด็กจริงๆหรือไม่
อ้างอิง
1. Tran, T. T. N., Nguyen, H. T. M., & Bennett, J. (2026). Teachers’ responses to student bullying: A systematic literature review. Teaching and Teacher Education, 176, 105461. doi: 10.1016/j.tate.2026.105461.
2. Chobphon, P. (2025). Perspectives on school violence: novice teachers' experiences in Thai urban secondary schools. Frontiers in Education, 10, 1691464. doi: 10.3389/feduc.2025.1691464.
3. A Systematic Review on Primary School Teachers’ Characteristics and Behaviors in Identifying, Preventing, and Reducing Bullying. International Journal of Bullying Prevention, 6, 124–137. doi: 10.1007/s42380-022-00145-7. งานทบทวนอย่างเป็นระบบ 75 งานเกี่ยวกับความรู้ ทัศนคติ self-efficacy, subjective norms และการเข้าแทรกแซงของครู.
4. van Verseveld, M. D. A., Fukkink, R. G., Fekkes, M., & Oostdam, R. J. (2019). Effects of antibullying programs on teachers’ interventions in bullying situations: A meta-analysis. Psychology in the Schools, 56, 1522–1539. doi: 10.1002/pits.22283.
5. พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 โดยเฉพาะมาตรา 29 เรื่องการช่วยเหลือและแจ้งเมื่อพบเด็กที่จำเป็นต้องได้รับการคุ้มครอง และมาตรา 63 เรื่องหน้าที่ของสถานศึกษาในการจัดระบบแนะแนว ให้คำปรึกษา ฝึกอบรม และส่งเสริมความปลอดภัยของนักเรียน.
6. กระทรวงศึกษาธิการ. ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ. 2548 กำหนดการลงโทษ 4 สถาน และกำหนดให้ผู้บริหารสถานศึกษาหรือผู้ที่ผู้บริหารมอบหมายเป็นผู้มีอำนาจลงโทษ.