18/09/2026
ทางนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ลอว์เรนซ์ หว่อง ได้พูดชัดเจนว่า ก่อนหน้านี้สิงคโปร์ใช้แนวทาง 'เน้นให้คนมีลูก' (โดยเขาใช้คำตรงๆ เลยว่า 'เน้นการสืบพันธุ์') แต่สิ่งที่ละเลยไปคือภาระที่พ่อแม่เผชิญหลังจากมีลูก ..
BIZ: สิงคโปร์เปลี่ยนมาตรการ
‘สนับสนุนให้คนมีลูก’ เป็น
‘สนับสนุนการเป็นพ่อแม่’
แต่นั่นเพียงพอหรือไม่ที่จะทำให้คนอยากมีลูก?
ปัญหาสังคมผู้สูงอายุที่สืบเนื่องจากอัตราการเกิดต่ำลงเป็นปัญหาโลกแตกมานาน และในทางนโยบายก็บอกได้เลยว่า ในโลกนี้ไม่มีประเทศได้ที่มีนโยบายที่ได้ผลจริงๆ แม้แต่การแจกเงิน ก็ไม่จูงใจให้คนมีลูก สวัสดิการอื่นๆ ไม่ต้องพูดถึง แทบไม่ได้ผล
ที่น่าสนใจคือประเทศที่มีนโยบายใหม่ๆ เพื่อกระตุ้นให้คนมีลูกในระดับที่ ‘เป็นผู้นำทางนโยบาย' ก็คือเพื่อนบ้านเราอย่างสิงคโปร์ ชาติแรกๆ ที่เริ่มนโยบายแจกเงินให้คนที่มีลูก ไปจนถึงให้เงินอุดหนุนเด็กทุกปีไปจนโตก็ได้แก่สิงคโปร์นี่เอง และสิงคโปร์ก็รู้ดีกว่าใครว่าทำแค่นี้ยังไม่พอ
ล่าสุด สิงคโปร์เลยเปลี่ยนท่าทีเกี่ยวกับนโยบายสนับสนุนให้คนมีลูกใหม่ ในช่วงเดือนสิงหาคม 2026
ทางนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ลอว์เรนซ์ หว่อง ได้พูดชัดเจนว่า ก่อนหน้านี้สิงคโปร์ใช้แนวทาง 'เน้นให้คนมีลูก' (โดยเขาใช้คำตรงๆ เลยว่า 'เน้นการสืบพันธุ์') แต่สิ่งที่ละเลยไปคือภาระที่พ่อแม่เผชิญหลังจากมีลูก เขาก็เลยขอออกนโยบายใหม่ เน้นไปที่ปัญหาที่พ่อแม่ต้องเจอหลังจากมีลูก
อย่างแรกคือการแก้กฎหมายแรงงาน โดยเพิ่ม 'วันลาดูแลลูก' (Child Care Leave) ให้กับพ่อแม่ เป็นส่วนที่เพิ่มมาเพราะความเป็นจริงความยากในการเลี้ยงลูกพร้อมทำงานไปด้วย คือการลางาน ดังนั้นเขาจึงเพิ่มวันลาให้ และวันลาจะเพิ่มตามจำนวนบุตรของแต่ละครอบครัว ซึ่งรัฐก็ยินดีจะจ่ายค่าชดเชยให้บริษัทเมื่อลูกจ้างลาไปเลี้ยงดูลูก เรียกว่าสมเหตุสมผลกันทุกฝ่าย เพราะถ้ารัฐไปบังคับให้บริษัทเพิ่มวันลาให้พนักงานที่มีลูกฟรีๆ ผลโดยรวมก็คือบริษัทจะไม่อยากรับพนักงานที่มีลูก ซึ่งรัฐบาลก็แก้ได้ด้วยการยอมชดเชยให้บริษัทเอง
อย่างที่สองคือการพยายามลดค่าบริการของศูนย์รับเลี้ยงเด็กเล็ก ซึ่งเป็นการช่วยพ่อแม่ได้มาก เพราะในความเป็นจริง พ่อแม่ที่ต้องทำงานแล้วพาลูกไปฝากสถานรับเลี้ยงเด็ก เงินที่ต้องจ่ายคือมากกว่าเงินที่รัฐบาลออกอัดฉีดเป็นค่าเลี้ยงเด็กให้ซะอีก โดยจะมีระบบ 'เครดิตเด็ก' รายปีที่ต้องใช้ให้หมดในปีนั้น (เอาไปสะสมไม่ได้) ซึ่งรัฐบาลจะปรับค่ารับเลี้ยงเด็ก กับเครดิตเด็กให้มีความสมดุลกัน ซึ่งผลก็คือเหมือนรัฐบาลรับดูแลลูกเล็กๆ ให้ฟรี
อย่างที่สาม เขาจะให้โอกาสครอบครัวที่มีลูกสามารถมีบ้านได้ก่อนคนอื่น ซึ่งกรณีนี้เป็นเรื่องเฉพาะของสิงคโปร์มาก และจริงๆ เป็นปัญหามายาวนาน ราคาที่ดินสิงคโปร์แพงมาก แค่จะมีบ้านแบบปกติยังยาก ถึงขนาดที่ต้องไปเข้าคิวกับการเคหะสิงคโปร์ แล้วรอเรียกคิว ดังนั้นใต้ระบบเก่าถึงรัฐบาลจะอัดฉีดเงินให้ แต่มองจากมุมคนเป็นพ่อแม่ การไม่มีปัญญาซื้อบ้านขนาดที่เหมาะกับการอยู่เป็นครอบครัวได้มันก็ยากอยู่ดี ดังนั้นการให้เงินนิดๆ หน่อยๆ มาก็ไม่ช่วยอะไร แต่การเพิ่มโอกาสในการมีบ้านให้คนที่มีลูก มันก็ยิ่งเป็นข้อเสนอที่มีน้ำหนักจากมุมของพลเมืองสิงคโปร์
อย่างที่สี่ ความน่าสนใจคือ ในมาตรการเดิม การสนับสนุนทั้งหมด เด็กที่ได้ต้องเป็น 'ลูกในสมรส' เท่านั้น ดังนั้นพ่อเลี้ยงเดี่ยว แม่เลี้ยงเดี่ยว และลูกของพวกเขาอด มาตรการใหม่คือรวมเด็กๆ ที่มีพ่อแม่แบบเลี้ยงเดี่ยว ไว้ในการสนับสนุนแล้ว ซึ่งเขาก็อาจมองขาดว่าจริงๆ ยุคหลังๆ จำนวนแม่เลี้ยงเดี่ยวและพ่อเลี้ยงเดี่ยวมีจำนวนมากขึ้น และถ้าจะไม่สนับสนุนการเลี้ยงลูกของคนเหล่านี้ นอกจากจะไม่แฟร์แล้ว มันยังน่าจะไปเพิ่มความเหลื่อมล้ำในระยะยาวอีก
สุดท้ายที่น่าสนใจคือมาตรการให้เงินอัดฉีดก็ไม่ได้หายไปไหน แต่มีการเลิกมาตรการ 'เพิ่มจำนวนเงินอัดฉีดตามจำนวนลูก' แบบเดิม ไปเป็นให้เกิดการอัดฉีดมากขึ้นตั้งแต่ลูกคนแรก กล่าวคือใต้ระบบเก่า เงินอัดฉีดโดยรวมตั้งแต่ลูกเล็กจนโต ทุกทางสำหรับลูกคนแรกจะประมาณ 500,000 บาท (20,000 SGD) และจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไปถึงลูกคนที่ 4 จะได้ประมาณ 1,200,000 บาท (49,000 SDG) แต่ระบบใหม่ คือจะเพิ่มเงินอัดฉีดเป็นเงินรวม 1,600,000 บาท (65,000 SGD) ตั้งแต่คนแรก ซึ่งนั่นยังไม่นับการเพิ่ม ‘เครดิตเด็ก’ (Child Credit) ที่ใช้แทนเงินได้ ปีละประมาณ 50,000 บาท (2,000 SGD) มาให้พ่อแม่ใช้ในกิจกรรมเกี่ยวกับลูกอีกจนโต
ทั้งหมดอาจฟังดูดีมากๆ แต่ก็ต้องยอมรับว่าที่สิงคโปร์ยอมขนาดนี้ เพราะผู้หญิงสิงคโปร์มีลูกเฉลี่ยไม่เกิน 1 คนแล้ว (คือ Total Fertility Rate ต่ำกว่า 1) ซึ่งต่ำมาก ประเทศในโลกนี้ไม่เกิน 5 ประเทศที่ผู้หญิงมีลูกกันน้อยขนาดนี้ ดังนั้นก็เรียกว่าเป็นมาตรการที่ในแง่หนึ่งก็ดูก้าวหน้า แต่อีกด้านก็คือ 'จนตรอก' มาก คือมันถอยไม่ได้แล้ว และจริงๆ สิงคโปร์อาจไม่ได้ต้องการเพิ่มให้คนเกิดเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ แต่แค่ไม่ทำให้มันลดลงอีกก็น่าจะเรียกว่าเป็นความสำเร็จแล้ว
ทีนี้ ความน่าสนใจคือ แล้วมันจะเวิร์กไหม? ถ้ามองจากมุมคนสิงคโปร์ ซึ่งสื่อต่างๆ ก็มีปฏิกิริยาต่อข่าวนี้เร็วมากก็คือ มันอาจไม่เวิร์กอย่างที่คิด
อย่างแรก คนสิงคโปร์มองว่าข้อดีของมาตรการใหม่คือเหมือนรัฐบาลสิงคโปร์ยอมแล้ว ไม่ออกมาตรการสนับสนุนการมีลูกไปพร้อมๆ กับ 'ผลิตซ้ำครอบครัวดั้งเดิม' ที่พ่อแม่ต้องแต่งงานกันมีลูกหลายๆ คน เพื่อจะรับสวัสดิการได้อย่างเต็มที่ และคือให้ทุกคนแบบเท่าๆ กันหมด มีลูก 1 คนได้เท่า 4 คน พ่อแม่จะแต่งงานหรือไม่ ก็ได้รับสวัสดิการ
อย่างไรก็ดี คนสิงคโปร์ก็มองว่าจริงๆ แล้วมีอีกหลายอย่างที่รัฐบาลทำได้แต่ไม่ทำ เช่น การสนับสนุนค่าคลอดให้ฟรี การอุดหนุนค่านมเด็กและผ้าอ้อม มาตรการสนับสนุนด้านภาษีบริษัทที่เป็นมิตรกับคนเป็นพ่อแม่ ซึ่งเขาก็มองว่ารัฐบาลสิงคโปร์เหมือนจะคิดเองไปเรื่อย ไม่ฟังเสียงประชาชนเลยว่าจริงๆ พวกเขาต้องการสิ่งเหล่านี้มานาน และพอจะปฏิรูปมาตรการสนับสนุนการเพิ่มประชากรที เรื่องพวกนี้ที่ประชาชนเรียกร้องมานานเหมือนมันหายไปในอากาศ เหลือแต่เรื่องที่รัฐบาลอยากจะทำ
แต่สิ่งที่เป็นปัญหาแกนกลางคือเรื่อง 'บ้าน' หรือที่อยู่อาศัย และ 'รถ'
กล่าวคือสำหรับคนไทยที่เป็นชนชั้นกลาง ลองคิดภาพคนจะมีลูก ถ้าบ้านและรถมีไม่พร้อม มันก็ทำให้มีความลังเลว่าจะมีลูกดีหรือไม่เหมือนกัน เพราะลูกก็ต้องมีพื้นที่ในการมีชีวิต การขนส่งเด็กเล็กก็ต้องใช้รถส่วนบุคคล (ลองนึกภาพลูกป่วยกลางดึก) และลองนึกภาพคนสิงคโปร์น่าจะรวยกว่าไทยไม่รู้กี่เท่าตัว มันไม่แปลกที่เขาจะคาดหวังในแบบเดียวกัน
ปัญหาคือ ถึงแม้คนสิงคโปร์รวยกว่าไทยมากๆ แต่บ้านและรถก็ยังเป็นสิ่งเกินเอื้อม
บ้านที่สิงคโปร์แพงมากๆ แพงระดับรายได้คนสิงคโปร์ยังซื้อบ้านเองโดยอิสระไม่ได้ ต้องไปติดต่อการจัดสรรบ้านของการเคหะสิงคโปร์ ส่วนรถ สิงคโปร์มีมาตรการให้คนใช้การขนส่งสาธารณะกันเยอะๆ เลยมีมาตรการให้การซื้อและถือครองรถแพงมากๆ ระดับเป็นชนชั้นกลางทั่วไปของสิงคโปร์ การมีรถเป็นสิ่งที่แทบเป็นไปไม่ได้ และแค่การมีรถในครอบครองก็แทบจะเป็นสัญลักษณ์ของการเป็นคนรวยแล้ว เพราะสิงคโปร์ การจะซื้อรถยนต์ไม่ใช่แค่มีเงินก็ซื้อได้ มันต้องซื้อ 'ใบอนุญาตมีรถ' ราคาเกิน 2,500,000 ล้านบาท และใช้ได้ 10 ปี ต้องต่ออายุ ซึ่งก็น่าจะราคาเพิ่มกว่าเดิมอีก
ทีนี้ลองนึกภาพ คนหนุ่มสาวสิงคโปร์ที่อยากมีลูก พบว่าตัวเองอายุ 30 แล้ว บ้านก็ไม่มี รถก็ไม่มี มันไม่ใช่ภาวะที่รู้สึกว่าตัวเองพร้อมแน่ๆ แม้ว่ารัฐบาลจะจ่ายค่าเลี้ยงเด็กเล็กให้ฟรี แจกวันลาดูแลลูกให้เพิ่ม หรือกระทั่งให้ลัดคิวในการซื้อบ้านจากการเคหะก็ตาม
แน่นอน สิ่งที่ประชาชนเรียกร้องให้รัฐบาลสนับสนุนบ้านและรถ ให้คนสิงคโปร์ที่อยากมีลูกอาจเป็นเรื่องที่เกินมือของรัฐ เพราะระเบียบสังคมของสิงคโปร์นั้นก็วางอยู่บนมาตรการการควบคุมที่ดินและถือครองรถยนต์ มันไปเปลี่ยนแบบไม่กระทบเรื่องอื่นๆ ยาก และมันก็คงจะเป็นปัญหาที่คาราคาซังต่อไป
แต่เรื่องนี้ว่ากันตรงๆ จะตัดสินจากคอมเมนต์ในเน็ต ก็อาจไม่แฟร์นัก เราอาจต้องรอให้นโยบายนี้ได้ทำงานจริงๆ สัก 5-10 ปี ถึงจะเห็นว่ามันได้ผลหรือไม่ เพราะมันก็อาจมีคนที่ได้รับการจูงใจจากนโยบายที่มากพอที่จะทำให้ 'อัตราการมีลูก' ไม่ลดลง หรือกระทั่งเพิ่มขึ้นก็ได้
เพราะสุดท้ายนี่คือเรื่อง 'ความสัมฤทธิ์ผลเชิงปริมาณ' มากกว่าจะเป็นการพยายามทำให้ทุกฝ่ายพอใจ
ทั้งนี้ถ้ามันเห็นผลแม้เพียงนิดเดียว นี่ก็น่าจะเป็นมาตรฐานใหม่ของนโยบายสนับสนุนการเพิ่มประชากร ที่ชาติอื่นๆ น่าจะพยายามเลียนแบบกันอุตลุดแล้ว