ARAYA Nikah Social Enterprise

ARAYA Nikah Social Enterprise Muslim-Friendly Solutions, International Nikah, and Building Bridges Across Cultures. Make Smooth Nikah Events & Friendly Wedding Ceremony for Non-muslim guest

ทางนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ลอว์เรนซ์ หว่อง ได้พูดชัดเจนว่า ก่อนหน้านี้สิงคโปร์ใช้แนวทาง 'เน้นให้คนมีลูก' (โดยเขาใช้คำตรงๆ เ...
18/09/2026

ทางนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ลอว์เรนซ์ หว่อง ได้พูดชัดเจนว่า ก่อนหน้านี้สิงคโปร์ใช้แนวทาง 'เน้นให้คนมีลูก' (โดยเขาใช้คำตรงๆ เลยว่า 'เน้นการสืบพันธุ์') แต่สิ่งที่ละเลยไปคือภาระที่พ่อแม่เผชิญหลังจากมีลูก ..

BIZ: สิงคโปร์เปลี่ยนมาตรการ
‘สนับสนุนให้คนมีลูก’ เป็น
‘สนับสนุนการเป็นพ่อแม่’
แต่นั่นเพียงพอหรือไม่ที่จะทำให้คนอยากมีลูก?
ปัญหาสังคมผู้สูงอายุที่สืบเนื่องจากอัตราการเกิดต่ำลงเป็นปัญหาโลกแตกมานาน และในทางนโยบายก็บอกได้เลยว่า ในโลกนี้ไม่มีประเทศได้ที่มีนโยบายที่ได้ผลจริงๆ แม้แต่การแจกเงิน ก็ไม่จูงใจให้คนมีลูก สวัสดิการอื่นๆ ไม่ต้องพูดถึง แทบไม่ได้ผล
ที่น่าสนใจคือประเทศที่มีนโยบายใหม่ๆ เพื่อกระตุ้นให้คนมีลูกในระดับที่ ‘เป็นผู้นำทางนโยบาย' ก็คือเพื่อนบ้านเราอย่างสิงคโปร์ ชาติแรกๆ ที่เริ่มนโยบายแจกเงินให้คนที่มีลูก ไปจนถึงให้เงินอุดหนุนเด็กทุกปีไปจนโตก็ได้แก่สิงคโปร์นี่เอง และสิงคโปร์ก็รู้ดีกว่าใครว่าทำแค่นี้ยังไม่พอ
ล่าสุด สิงคโปร์เลยเปลี่ยนท่าทีเกี่ยวกับนโยบายสนับสนุนให้คนมีลูกใหม่ ในช่วงเดือนสิงหาคม 2026
ทางนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ลอว์เรนซ์ หว่อง ได้พูดชัดเจนว่า ก่อนหน้านี้สิงคโปร์ใช้แนวทาง 'เน้นให้คนมีลูก' (โดยเขาใช้คำตรงๆ เลยว่า 'เน้นการสืบพันธุ์') แต่สิ่งที่ละเลยไปคือภาระที่พ่อแม่เผชิญหลังจากมีลูก เขาก็เลยขอออกนโยบายใหม่ เน้นไปที่ปัญหาที่พ่อแม่ต้องเจอหลังจากมีลูก
อย่างแรกคือการแก้กฎหมายแรงงาน โดยเพิ่ม 'วันลาดูแลลูก' (Child Care Leave) ให้กับพ่อแม่ เป็นส่วนที่เพิ่มมาเพราะความเป็นจริงความยากในการเลี้ยงลูกพร้อมทำงานไปด้วย คือการลางาน ดังนั้นเขาจึงเพิ่มวันลาให้ และวันลาจะเพิ่มตามจำนวนบุตรของแต่ละครอบครัว ซึ่งรัฐก็ยินดีจะจ่ายค่าชดเชยให้บริษัทเมื่อลูกจ้างลาไปเลี้ยงดูลูก เรียกว่าสมเหตุสมผลกันทุกฝ่าย เพราะถ้ารัฐไปบังคับให้บริษัทเพิ่มวันลาให้พนักงานที่มีลูกฟรีๆ ผลโดยรวมก็คือบริษัทจะไม่อยากรับพนักงานที่มีลูก ซึ่งรัฐบาลก็แก้ได้ด้วยการยอมชดเชยให้บริษัทเอง
อย่างที่สองคือการพยายามลดค่าบริการของศูนย์รับเลี้ยงเด็กเล็ก ซึ่งเป็นการช่วยพ่อแม่ได้มาก เพราะในความเป็นจริง พ่อแม่ที่ต้องทำงานแล้วพาลูกไปฝากสถานรับเลี้ยงเด็ก เงินที่ต้องจ่ายคือมากกว่าเงินที่รัฐบาลออกอัดฉีดเป็นค่าเลี้ยงเด็กให้ซะอีก โดยจะมีระบบ 'เครดิตเด็ก' รายปีที่ต้องใช้ให้หมดในปีนั้น (เอาไปสะสมไม่ได้) ซึ่งรัฐบาลจะปรับค่ารับเลี้ยงเด็ก กับเครดิตเด็กให้มีความสมดุลกัน ซึ่งผลก็คือเหมือนรัฐบาลรับดูแลลูกเล็กๆ ให้ฟรี
อย่างที่สาม เขาจะให้โอกาสครอบครัวที่มีลูกสามารถมีบ้านได้ก่อนคนอื่น ซึ่งกรณีนี้เป็นเรื่องเฉพาะของสิงคโปร์มาก และจริงๆ เป็นปัญหามายาวนาน ราคาที่ดินสิงคโปร์แพงมาก แค่จะมีบ้านแบบปกติยังยาก ถึงขนาดที่ต้องไปเข้าคิวกับการเคหะสิงคโปร์ แล้วรอเรียกคิว ดังนั้นใต้ระบบเก่าถึงรัฐบาลจะอัดฉีดเงินให้ แต่มองจากมุมคนเป็นพ่อแม่ การไม่มีปัญญาซื้อบ้านขนาดที่เหมาะกับการอยู่เป็นครอบครัวได้มันก็ยากอยู่ดี ดังนั้นการให้เงินนิดๆ หน่อยๆ มาก็ไม่ช่วยอะไร แต่การเพิ่มโอกาสในการมีบ้านให้คนที่มีลูก มันก็ยิ่งเป็นข้อเสนอที่มีน้ำหนักจากมุมของพลเมืองสิงคโปร์
อย่างที่สี่ ความน่าสนใจคือ ในมาตรการเดิม การสนับสนุนทั้งหมด เด็กที่ได้ต้องเป็น 'ลูกในสมรส' เท่านั้น ดังนั้นพ่อเลี้ยงเดี่ยว แม่เลี้ยงเดี่ยว และลูกของพวกเขาอด มาตรการใหม่คือรวมเด็กๆ ที่มีพ่อแม่แบบเลี้ยงเดี่ยว ไว้ในการสนับสนุนแล้ว ซึ่งเขาก็อาจมองขาดว่าจริงๆ ยุคหลังๆ จำนวนแม่เลี้ยงเดี่ยวและพ่อเลี้ยงเดี่ยวมีจำนวนมากขึ้น และถ้าจะไม่สนับสนุนการเลี้ยงลูกของคนเหล่านี้ นอกจากจะไม่แฟร์แล้ว มันยังน่าจะไปเพิ่มความเหลื่อมล้ำในระยะยาวอีก
สุดท้ายที่น่าสนใจคือมาตรการให้เงินอัดฉีดก็ไม่ได้หายไปไหน แต่มีการเลิกมาตรการ 'เพิ่มจำนวนเงินอัดฉีดตามจำนวนลูก' แบบเดิม ไปเป็นให้เกิดการอัดฉีดมากขึ้นตั้งแต่ลูกคนแรก กล่าวคือใต้ระบบเก่า เงินอัดฉีดโดยรวมตั้งแต่ลูกเล็กจนโต ทุกทางสำหรับลูกคนแรกจะประมาณ 500,000 บาท (20,000 SGD) และจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไปถึงลูกคนที่ 4 จะได้ประมาณ 1,200,000 บาท (49,000 SDG) แต่ระบบใหม่ คือจะเพิ่มเงินอัดฉีดเป็นเงินรวม 1,600,000 บาท (65,000 SGD) ตั้งแต่คนแรก ซึ่งนั่นยังไม่นับการเพิ่ม ‘เครดิตเด็ก’ (Child Credit) ที่ใช้แทนเงินได้ ปีละประมาณ 50,000 บาท (2,000 SGD) มาให้พ่อแม่ใช้ในกิจกรรมเกี่ยวกับลูกอีกจนโต
ทั้งหมดอาจฟังดูดีมากๆ แต่ก็ต้องยอมรับว่าที่สิงคโปร์ยอมขนาดนี้ เพราะผู้หญิงสิงคโปร์มีลูกเฉลี่ยไม่เกิน 1 คนแล้ว (คือ Total Fertility Rate ต่ำกว่า 1) ซึ่งต่ำมาก ประเทศในโลกนี้ไม่เกิน 5 ประเทศที่ผู้หญิงมีลูกกันน้อยขนาดนี้ ดังนั้นก็เรียกว่าเป็นมาตรการที่ในแง่หนึ่งก็ดูก้าวหน้า แต่อีกด้านก็คือ 'จนตรอก' มาก คือมันถอยไม่ได้แล้ว และจริงๆ สิงคโปร์อาจไม่ได้ต้องการเพิ่มให้คนเกิดเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ แต่แค่ไม่ทำให้มันลดลงอีกก็น่าจะเรียกว่าเป็นความสำเร็จแล้ว
ทีนี้ ความน่าสนใจคือ แล้วมันจะเวิร์กไหม? ถ้ามองจากมุมคนสิงคโปร์ ซึ่งสื่อต่างๆ ก็มีปฏิกิริยาต่อข่าวนี้เร็วมากก็คือ มันอาจไม่เวิร์กอย่างที่คิด
อย่างแรก คนสิงคโปร์มองว่าข้อดีของมาตรการใหม่คือเหมือนรัฐบาลสิงคโปร์ยอมแล้ว ไม่ออกมาตรการสนับสนุนการมีลูกไปพร้อมๆ กับ 'ผลิตซ้ำครอบครัวดั้งเดิม' ที่พ่อแม่ต้องแต่งงานกันมีลูกหลายๆ คน เพื่อจะรับสวัสดิการได้อย่างเต็มที่ และคือให้ทุกคนแบบเท่าๆ กันหมด มีลูก 1 คนได้เท่า 4 คน พ่อแม่จะแต่งงานหรือไม่ ก็ได้รับสวัสดิการ
อย่างไรก็ดี คนสิงคโปร์ก็มองว่าจริงๆ แล้วมีอีกหลายอย่างที่รัฐบาลทำได้แต่ไม่ทำ เช่น การสนับสนุนค่าคลอดให้ฟรี การอุดหนุนค่านมเด็กและผ้าอ้อม มาตรการสนับสนุนด้านภาษีบริษัทที่เป็นมิตรกับคนเป็นพ่อแม่ ซึ่งเขาก็มองว่ารัฐบาลสิงคโปร์เหมือนจะคิดเองไปเรื่อย ไม่ฟังเสียงประชาชนเลยว่าจริงๆ พวกเขาต้องการสิ่งเหล่านี้มานาน และพอจะปฏิรูปมาตรการสนับสนุนการเพิ่มประชากรที เรื่องพวกนี้ที่ประชาชนเรียกร้องมานานเหมือนมันหายไปในอากาศ เหลือแต่เรื่องที่รัฐบาลอยากจะทำ
แต่สิ่งที่เป็นปัญหาแกนกลางคือเรื่อง 'บ้าน' หรือที่อยู่อาศัย และ 'รถ'
กล่าวคือสำหรับคนไทยที่เป็นชนชั้นกลาง ลองคิดภาพคนจะมีลูก ถ้าบ้านและรถมีไม่พร้อม มันก็ทำให้มีความลังเลว่าจะมีลูกดีหรือไม่เหมือนกัน เพราะลูกก็ต้องมีพื้นที่ในการมีชีวิต การขนส่งเด็กเล็กก็ต้องใช้รถส่วนบุคคล (ลองนึกภาพลูกป่วยกลางดึก) และลองนึกภาพคนสิงคโปร์น่าจะรวยกว่าไทยไม่รู้กี่เท่าตัว มันไม่แปลกที่เขาจะคาดหวังในแบบเดียวกัน
ปัญหาคือ ถึงแม้คนสิงคโปร์รวยกว่าไทยมากๆ แต่บ้านและรถก็ยังเป็นสิ่งเกินเอื้อม
บ้านที่สิงคโปร์แพงมากๆ แพงระดับรายได้คนสิงคโปร์ยังซื้อบ้านเองโดยอิสระไม่ได้ ต้องไปติดต่อการจัดสรรบ้านของการเคหะสิงคโปร์ ส่วนรถ สิงคโปร์มีมาตรการให้คนใช้การขนส่งสาธารณะกันเยอะๆ เลยมีมาตรการให้การซื้อและถือครองรถแพงมากๆ ระดับเป็นชนชั้นกลางทั่วไปของสิงคโปร์ การมีรถเป็นสิ่งที่แทบเป็นไปไม่ได้ และแค่การมีรถในครอบครองก็แทบจะเป็นสัญลักษณ์ของการเป็นคนรวยแล้ว เพราะสิงคโปร์ การจะซื้อรถยนต์ไม่ใช่แค่มีเงินก็ซื้อได้ มันต้องซื้อ 'ใบอนุญาตมีรถ' ราคาเกิน 2,500,000 ล้านบาท และใช้ได้ 10 ปี ต้องต่ออายุ ซึ่งก็น่าจะราคาเพิ่มกว่าเดิมอีก
ทีนี้ลองนึกภาพ คนหนุ่มสาวสิงคโปร์ที่อยากมีลูก พบว่าตัวเองอายุ 30 แล้ว บ้านก็ไม่มี รถก็ไม่มี มันไม่ใช่ภาวะที่รู้สึกว่าตัวเองพร้อมแน่ๆ แม้ว่ารัฐบาลจะจ่ายค่าเลี้ยงเด็กเล็กให้ฟรี แจกวันลาดูแลลูกให้เพิ่ม หรือกระทั่งให้ลัดคิวในการซื้อบ้านจากการเคหะก็ตาม
แน่นอน สิ่งที่ประชาชนเรียกร้องให้รัฐบาลสนับสนุนบ้านและรถ ให้คนสิงคโปร์ที่อยากมีลูกอาจเป็นเรื่องที่เกินมือของรัฐ เพราะระเบียบสังคมของสิงคโปร์นั้นก็วางอยู่บนมาตรการการควบคุมที่ดินและถือครองรถยนต์ มันไปเปลี่ยนแบบไม่กระทบเรื่องอื่นๆ ยาก และมันก็คงจะเป็นปัญหาที่คาราคาซังต่อไป
แต่เรื่องนี้ว่ากันตรงๆ จะตัดสินจากคอมเมนต์ในเน็ต ก็อาจไม่แฟร์นัก เราอาจต้องรอให้นโยบายนี้ได้ทำงานจริงๆ สัก 5-10 ปี ถึงจะเห็นว่ามันได้ผลหรือไม่ เพราะมันก็อาจมีคนที่ได้รับการจูงใจจากนโยบายที่มากพอที่จะทำให้ 'อัตราการมีลูก' ไม่ลดลง หรือกระทั่งเพิ่มขึ้นก็ได้
เพราะสุดท้ายนี่คือเรื่อง 'ความสัมฤทธิ์ผลเชิงปริมาณ' มากกว่าจะเป็นการพยายามทำให้ทุกฝ่ายพอใจ
ทั้งนี้ถ้ามันเห็นผลแม้เพียงนิดเดียว นี่ก็น่าจะเป็นมาตรฐานใหม่ของนโยบายสนับสนุนการเพิ่มประชากร ที่ชาติอื่นๆ น่าจะพยายามเลียนแบบกันอุตลุดแล้ว

18/09/2026

ความแตกต่างของวัฒนธรรมพื้นถิ่น วิถีชีวิตแต่ละภาค คือเสน่ห์ที่ต่างชาติตกหลุมรัก 💙

ฟังบทสัมภาษณ์เต็มได้ใน เจาะใจ เสาร์ที่ 19 กันยายน 2569 เวลา 21.00 น. ทางช่อง 9MCOT HD กด 30

#เจาะใจ #เจาะใจล่าสุด #สร้างแรงบันดาลใจ #ดู๋สัญญาคุณากร #ซาบีดาไทยเศรษฐ์ #รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม #ขึ้นทะเบียนมรดกโลก

การนิกะห์เป็นหนึ่งในการปฏิบัติอิสลาม เป็นหนึ่งในคุณงามความดี เป็นความจำเริญที่ ผู้เป็นมุสลิมต้องร่วมสร้างพื้นที่ปลอดภัยท...
18/09/2026

การนิกะห์เป็นหนึ่งในการปฏิบัติอิสลาม
เป็นหนึ่งในคุณงามความดี เป็นความจำเริญ
ที่ ผู้เป็นมุสลิมต้องร่วมสร้างพื้นที่ปลอดภัย
ทางกาย ใจเศรษฐกิจ ให้กับทั้งสองฝ่าย

การจัดนิกะห์ด้วยวิธีที่ไม่โปร่งใส
หรือการแต่งงานที่ไม่สุจริต
อาจกลายเป็น พื้นที่การค้ามนุษย์
การแสวงหาประโยชน์จากกลุ่มเปราะบาง
จนนำไปสู่ความไม่ปลอดภัยต่อผู้หญิงและเด็กได้

อย่างไรก็ดี ด้วยความแตกต่างทางข้อมูล
วัฒนธรรม ศาสนา พื้นที่นี้
จึงจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องให้ข้อมูลที่เพียงพอ
นั่นคือการให้ความรู้ เพื่อบรรเทาปัญหา
ที่อาจเกิดขึ้น

อารยานิกะห์ ทำงานร่วมกับหน่วยงาน ศาสนา
หน่วยงานรัฐบาล ชุมชน สถาบันการศึกษา
โดยทางตรงและทางอ้อม
ให้องค์กรเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการ
จัดการแต่งงานที่ เรียบง่าย แต่ยัง ปลอดภัย
เพื่อให้การแต่งงานนั้น ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย
สร้างการนิกะห์ที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยได้จริงๆ

โดยมีทั้งระบบที่ ให้ความรู้กับประชาชน
และให้บ่าวสาวเรียนรู้ และดำเนินการด้วยตัวเอง
หรือ เริ่มต้นกับเรา

และพื้นที่ปลอดภัยนี้ กำลังทำให้ประเทศไทย
กลายเป็นหนึ่งหมุดหมายของโลก
ในการเดินทางมาเยือน เริ่มต้นครอบครัว
ท่องเที่ยว และ เก็บประสบการณ์ที่มีความหมายไปด้วยกัน

ประเทศไทย - พื้นที่ปลอดภัย
เริ่มต้นจากชุมชน สู่ประเทศร่วมกับอารยานิกะห์กันนะครับ
ร่วมกันสร้าง การนิกะห์ที่เรียบง่ายที่สุดที่
แต่ยังรักษาความปลอดภัยที่สุด
ทั้งทางศาสนา กฏหมาย ชีวิต และสังคม

อารยานิกะห์ ประเทศไทย

18/09/2026
หากอิหม่ามขอดูอวัยวะเพศหลังการขลิบคุณสามารถปฏิเสธได้มีคำถามจากผู้ที่กำลังเตรียมเข้ารับอิสลามและนิกะห์ว่า“หากขลิบแล้ว และ...
17/09/2026

หากอิหม่ามขอดูอวัยวะเพศหลังการขลิบ
คุณสามารถปฏิเสธได้

มีคำถามจากผู้ที่กำลังเตรียมเข้ารับอิสลามและนิกะห์ว่า

“หากขลิบแล้ว และอิหม่ามขอดูเพื่อยืนยันว่าขลิบจริง
เราสามารถปฏิเสธได้ไหม?”

คำตอบคือ สามารถปฏิเสธได้

สิ่งสำคัญคือ ต้องแยกให้ชัดระหว่างการเข้ารับอิสลาม การขลิบ และการตรวจอวัยวะเพศ เพราะทั้งสามเรื่องไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

การขลิบเป็นหลักปฏิบัติสำคัญสำหรับมุสลิมชาย และนักวิชาการมีรายละเอียดแตกต่างกันในเรื่องระดับของข้อบังคับ แต่การขลิบไม่ใช่เงื่อนไขของการเข้ารับอิสลาม

บุคคลไม่ได้เป็นมุสลิมเพราะผ่านการขลิบ และการยังไม่ได้ขลิบก็ไม่ได้ทำให้การเข้ารับอิสลามไม่สมบูรณ์

เช่นเดียวกัน การขลิบไม่ใช่เงื่อนไขที่ทำให้นิกะห์ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง

อีกเรื่องหนึ่งคือ การเปิดอวัยวะเพศเพื่อให้บุคคลอื่นตรวจ

ในหลักอิสลาม อวัยวะเพศเป็นส่วนหนึ่งของเอาเราะฮ์ ซึ่งโดยหลักต้องปกปิด การเปิดหรือการมองจึงควรมีเหตุจำเป็นที่เหมาะสม เช่น การตรวจหรือรักษาทางการแพทย์

อย่างไรก็ตาม เราควรเข้าใจด้วยว่า เหตุใดในบางครอบครัวหรือบางชุมชนจึงเกิดวัฒนธรรมการขอให้ “ยืนยันว่าขลิบแล้ว”

ในบางกรณี สิ่งนี้อาจไม่ได้เกิดจากหลักศาสนาโดยตรง แต่อาจมาจากความไม่ไว้วางใจหรือความกังวลของพ่อเจ้าสาวและครอบครัว

โดยเฉพาะเมื่อเจ้าบ่าวเป็นผู้ที่เพิ่งเข้ารับอิสลาม ครอบครัวฝ่ายหญิงอาจต้องการเห็นว่า ชายคนนี้มีความตั้งใจจริงเพียงใด และพร้อมจะใช้ชีวิต ดูแล และปกป้องลูกสาวของเขาตามหลักอิสลามหรือไม่

ปัญหาคือ ศรัทธาและความตั้งใจจริงเป็นสิ่งที่วัดได้ยาก

การขลิบจึงอาจถูกยกขึ้นมาเป็น “หลักฐานที่มองเห็นได้” หรือเป็นตัวแทนอย่างหนึ่งของความตั้งใจจริง แม้โดยตัวมันเองจะไม่สามารถใช้วัดศรัทธาของใครได้ทั้งหมดก็ตาม

ตรงนี้จึงควรแยกให้ชัดระหว่าง

ความเข้าใจต่อความกังวลของครอบครัว

กับ

การทำให้การตรวจอวัยวะเพศกลายเป็นเงื่อนไขทางศาสนา

สองเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องเดียวกัน

หากการขลิบเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงระหว่างเจ้าบ่าวกับพ่อเจ้าสาวหรือครอบครัวฝ่ายหญิง ทางออกที่อาจเคารพทุกฝ่ายมากกว่าคือ การขลิบกับสถานพยาบาลที่น่าเชื่อถือ และมีเอกสารรับรองอย่างชัดเจน

โดยเฉพาะสถานพยาบาลหรือแพทย์ที่ชุมชนมุสลิมรู้จักและให้การยอมรับ

วิธีนี้ทำให้ครอบครัวสามารถได้รับการยืนยันตามที่ต้องการ ขณะเดียวกันก็ไม่จำเป็นต้องให้อิหม่ามหรือบุคคลอื่นตรวจอวัยวะเพศโดยตรง

หากคุณถูกขอให้เปิดอวัยวะเพศและรู้สึกไม่สบายใจ คุณสามารถขอปฏิเสธ และถามได้ว่า

เหตุใดจึงจำเป็นต้องตรวจ
เป็นข้อกำหนดทางศาสนา หรือเป็นเพียงแนวปฏิบัติของสถานที่นั้น
และสามารถใช้เอกสารรับรองจากสถานพยาบาลแทนได้หรือไม่

เพราะท้ายที่สุดแล้ว เรื่องนี้ไม่ควรถูกลดเหลือเพียงคำถามว่า

“ขลิบแล้วหรือยัง”

แต่ควรถามให้ลึกกว่านั้นว่า

ชายคนหนึ่งกำลังเตรียมตัวเป็นสามีและเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวมุสลิมอย่างจริงจังเพียงใด

และเราจะสร้างความไว้วางใจระหว่างครอบครัวนั้น โดยไม่ละเลยศักดิ์ศรี ความเป็นส่วนตัว และขอบเขตของร่างกายของเขาได้อย่างไร

ต่อไป ความรู้จะกลายเป็นของราคาถูกความรู้ของจุฬา ธรรมศาสตร์ เกษตรหรือความรู้ของมหาวิทยาลัยทั่วโลก หรือราชภัฏหรือแม้แต่น้อ...
17/09/2026

ต่อไป ความรู้จะกลายเป็นของราคาถูก
ความรู้ของจุฬา ธรรมศาสตร์ เกษตร
หรือความรู้ของมหาวิทยาลัยทั่วโลก หรือราชภัฏ
หรือแม้แต่น้องๆ ที่ไม่มีโอกาสเข้ารับการศึกษา
ปัญญาประดิษฐ์จะทำให้สิ่งเหล่านี้ไม่แตกต่างกันอีกต่อไป

ปัญญาประดิษฐ์จะทำให้
ผู้คนสามารถ แก้ปัญหาเรื่องยากๆในชุมชน
สุเหร่า ของตนได้ โดยมีที่ปรึกษาเบื้องต้น
ทั้งนักวิทยาศาสตร์ กฎหมาย บริหารอและอื่นๆ
ในมือถือของตัวเอง

แต่สิ่งที่แพงคือ ความไว้วางใจ
ใครจะยังเป็นผู้ที่เราไว้วางใจได้ในพื้นที่ความรู้เท่าเทียมกัน
ซึ่งจะเกิดขึ้นได้เฉพาะในหมู่ผู้คนที่รักษาอามานะห์
ต่อกัน

คำถามที่สำคัญคือ ในโลกยุคถัดไปที่กำลังมาถึง
เราในฐานะส่วนหนึ่งของสังคม
ยังเป็นคนที่ได้รับความไว้วางใจหรือไม่
ในการใช้ความรู้ราคาถูกเหล่านั้นด้วยฮิกมะห์
เพื่อช่วยแก้ปัญหาให้คนใกล้ตัว ครอบครัว เพื่อนบ้าน ชุมชน
ผู้ประกอบการ หรือแม้แต่ตัวเอง

ในโลกข้างหน้า เรายังเชื่อมั่นและไว้ใจตัวเองหรือไม่?
เรายังรักษาอามานะห์
รับผิดชอบต่อสัญญาที่ให้ไว้กับผู้คน
เพื่อแก้ปัญหาให้เขาได้หรือไม่

เพราะการแก้ปัญหาให้คนอื่น
คือรากฐานที่แท้จริงของสิ่งที่เรียกว่าอาชีพ

ต้นทุนของความเชื่อใจ ความไว้วางใจ
และอามานะห์
จึงมีมูลค่าสูงที่สุด
ในโลกที่เราเข้าถึงความรู้ได้อย่างเท่าเทียม

จงเป็นคนที่รักษาอามานะห์
ต่อสิ่งที่ได้รับมอบหมายให้ช่วยแก้ไข

เพราะสิ่งนั้นจะเพิ่มประสบการณ์
และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนให้เราไม่สิ้นสุด

สะสมสิ่งนี้ตลอดชีวิต แล้ววันหนึ่ง
ความไว้วางใจที่ผู้คนมอบให้
ฮิกมะห์ และประสบการณ์เหล่านั้น
จะทำให้เราผ่านโลกข้างหน้าไปได้
ด้วยความภาคภูมิ

14/09/2026

อบรมนิกะห์ ครั้งที่41 ณ บ้านอารยา
🗓️ วันที่ 28 กันยายน 2569
✨รับจำนวนจำกัดเพียง 15 คนเท่านั้น
ติดต่อสอบถามได้ที่ : Araya Nikah Social Enterprise
#อบรมนิกะห์กรุงเทพ #อารยานิกะห์ #เรียนศาสนาอิสลาม

Nikah at Baan ARAYA 🤍 A promise that marks the beginning of married life, grounded in love, responsibility, and faith.
14/09/2026

Nikah at Baan ARAYA 🤍 A promise that marks the beginning of married life, grounded in love, responsibility, and faith.

ที่อยู่

เลขที่ 254/60 ซอย 40 หมู่บ้านสัมมากร ถนนรามคำแหง 110 แขวง/เขต สะพานสูง กรุงเทพฯ 10240
Bangkok
10250

เวลาทำการ

อังคาร 11:00 - 13:00
13:00 - 16:00
พุธ 11:00 - 13:00
13:00 - 16:00
พฤหัสบดี 11:00 - 13:00
13:00 - 16:00
เสาร์ 11:00 - 13:00
13:00 - 16:00
อาทิตย์ 11:00 - 13:00
13:00 - 16:00

เบอร์โทรศัพท์

+66891109419

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ARAYA Nikah Social Enterpriseผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ARAYA Nikah Social Enterprise:

แชร์