08/03/2026
SOCIETY: ไม่ใช่แค่แฟชั่นและลายผ้าเช็ดหน้า
แต่ ‘Bandana’ คือสัญลักษณ์แห่งชีวิต
ที่มีประวัติมากกว่าพันปี
หลายคนอาจคุ้นตา หรืออาจเคยใช้มาแล้วกับ ‘Bandana’ (บันดานา) ผ้าเช็ดหน้าหลากสีที่มีลวดลายหยดน้ำ แต่ก่อนที่จะเป็นที่นิยมไปทั่วโลกนั้น บันดานาได้เดินทางและมีบทบาทกับมนุษย์มาแล้วหลากยุคหลายสมัย
ถ้าพูดถึงจุดกำเนิด คงต้องพูดถึงลวดลายที่อยู่บนผ้ากันเสียก่อน โดยรูปหยดน้ำที่เป็นลวดลายได้รับความนิยมในยุคจักวรรดิเปอร์เซีย ราว ค.ศ. 221 ลวดลายนี้คิดขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนของต้นไซเปรส (Cypress tree) อันเป็นสัญลักษณ์แห่งชีวิตและความเป็นนิรันดร์ในความเชื่อของศาสนาโซโรอัสเตอร์ (Zoroastrianism) มีชื่อเรียกดั้งเดิมในภาษาเปอร์เซียว่า ‘โบเตห์ เจเก’ (Boteh Jeghe)
และในช่วงศตวรรษที่ 16 ลวดลายโบเตห์นี้ก็ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยมีที่มาจากผ้าคลุมไหล่จาก ‘แคชเมียร์’ (Kashmir) ในขณะที่ชื่อเรียกนั้นมีรากศัพท์มาจากคำว่า ‘บันดรู’ (Bandhnu) หรือ ‘พันธานี’ (Bandhani) ในภาษาฮินดี ที่แปลว่าการมัดย้อม จนเพี้ยนมาเป็นคำว่า ‘บันดานา’ (Bandana) ในที่สุด
ในช่วงเวลานั้นเองชาวอังกฤษและชาวสกอตแลนด์ได้เดินทางไปเจรจาการค้า จนได้ค้นพบผ้าพิมพ์ลายนี้ และมีการนำเข้าจำนวนมากในช่วงศตวรรษที่ 17 จนเป็นที่นิยมแพร่หลาย
จากการค้าของตะวันตกในศตวรรษที่ 17 ผ้าบันดานาได้เดินทางไปถึงอเมริกา และเมื่อเวลาล่วงเลยมาจนถึงปลายศตวรรษที่ 18 ในยุคสงครามปฏิวัติ ผ้าพิมพ์ลายนี้ก็ถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ทางการเมือง ด้วยการพิมพ์รูป ‘จอร์จ วอชิงตัน’ (George Washington) ที่กำลังขี่ม้าล้อมรอบด้วยปืนใหญ่ เพื่อสนับสนุนและยกย่องเขาในช่วงสงครามปฏิวัติอเมริกา
ชาวยุโรปจึงเริ่มเลียนแบบและผลิตเอง จนกระทั่งในช่วงศตวรรษที่ 19 โรงงานศูนย์กลางการผลิตที่โด่งดังในเมืองเพสลีย์ (Paisley) ในสกอตแลนด์ ได้ครองตลาดโลก ด้วยเหตุผลนี้เองลวดลายโบเตห์จึงถูกเรียกติดปากตามชื่อเมืองมาจนถึงปัจจุบัน ในขณะเดียวกันในช่วงนั้นที่เมืองมูล์ลูซ (Mulhouse) ประเทศฝรั่งเศส ได้คิดค้นสีย้อมผ้าสีแดง ‘Turkey Red’ ที่เป็นเอกลักษณ์ให้กับผ้าบันดานา ได้สำเร็จ
ในยุคนั้นเกิดการฟ้องร้องและแย่งชิงลิขสิทธิ์กันอย่างดุเดือด เนื่องจากลวดลายเพสลีย์มีมูลค่ามหาศาลจากความนิยมในขณะนั้น แต่กฏหมายของยุโรปกลับเลือกปฏิบัติ โดยให้ความเป็นธรรมเฉพาะลวดลายที่ชาวยุโรปได้ออกแบบขึ้นมาใหม่เท่านั้น เท่ากับลวดลายต้นฉบับที่นำมาจากแคชเมียร์ ถูกมองว่าเป็นลวดลายที่ใครก็สามารถลอกเลียนแบบและทำตามได้โดยไม่ผิดกฎหมาย
หลังจากที่ลวดลายโบเตห์ถูกมองว่าสามารถเลียนแบบได้โดยไม่ผิดกฎหมาย ทำให้ผ้าบันดานาถูกผลิตออกมาและขายกันอย่างทั่วถึง จากที่เคยเป็นผ้าที่มีราคาแพง ก็กลายเป็นของที่ถูกจนทุกคนสามารถจับต้องได้ เมื่อมาถึงยุคสมัยของ ‘คาวบอย’ มันได้เปลี่ยนมาเป็น ‘ของใช้คู่ชีพ’ ให้กับคาวบอย และคนงานเหมืองเพื่อเอาไว้ใช้ลุยงานที่ต้องเจอฝุ่น แดดเผา ใช้เช็ดเหงื่อ และกรองน้ำดื่ม หรือแม้แต่ใช้สำหรับการพันแผลในยามฉุกเฉิน
บทบาทของผ้าบันดานา เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 20 นั้นไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นผ้าเช็ดหน้าสำหรับซับเหงื่อ กันแดด ของคนงานอีกต่อไป เริ่มจากช่วงในยุค 1960s เหล่าชาวฮิปปี้ (Hippie) ได้หันมาสนใจและหลงใหลกับวัฒนธรรมฝั่งตะวันออก ลวดลายเพสลีย์จึงเริ่มกลับมามีบทบาทอีกครั้งในฐานะของสัญลักษณ์ที่แทนถึง ‘ความรัก’ และ ‘สันติภาพ’ จนศิลปินอย่าง ‘จอห์น เลนนอน’ (John Lennon) จากวง ‘The Beatles’ ยังหลงใหลจนนำลวดลายของ ‘เพสลีย์’ ไปเพนต์ลงบนรถ ‘โรลส์-รอยซ์ (Rolls-Royce)’ ของเขา
ต่อมาในยุค 1970s ผ้าเช็ดหน้าเริ่มมีหลากสีสัน และเริ่มถูกเปลี่ยนให้เป็นรหัสลับที่เรียกว่า ‘Hanky Code’ ของชุมชนผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ด้วยการพับผ้าสีต่างๆ ใส่ไว้ที่กระเป๋ากางเกงด้านหลัง เพื่อเป็นการส่งสัญญาณที่รู้กันแบบเฉพาะกลุ่ม แต่เมื่อเดินทางมาถึงในยุค 1980s มันก็เริ่มถูกใช้ในบริบทของความขัดแย้งระหว่างแก๊งอันธพาลบนท้องถนนในอเมริกา โดยสีน้ำเงินเป็นสีประจำของแก๊ง ‘Crips’ ซึ่งเป็นอริที่มีความขัดแย้งรุนแรงกับสีแดงที่เป็นสีประจำของแก๊ง ‘Blood’ แต่ในขณะเดียวกันท่ามกลางความรุนแรง ผ้าบันดานายังได้กลายเป็นผ้าสำหรับผูกคอของเหล่า ‘ลูกเสือ’ (Boy Scouts) เพื่อแสดงถึงความสามัคคีและระเบียบวินัย
จากจุดเริ่มต้นที่เป็นลวดลายตัวแทนของต้นไซเปรส สัญลักษณ์แห่งชีวิตในความเชื่อโบราณของชาวเปอร์เซีย จนถึงวันนี้ บันดานาได้พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้เป็นแค่เพียงผ้าพิมพ์ลายหลากสีเท่านั้น แต่มันยังเป็นเสมือนสิ่งของที่ได้ร่วมบันทึกประวัติศาสตร์ เรื่องราวการต่อสู้ และวัฒนธรรมของมนุษย์