1973 Bangkok

1973 Bangkok Contact information, map and directions, contact form, opening hours, services, ratings, photos, videos and announcements from 1973 Bangkok, Kuala Lumpur.

08/03/2026

SOCIETY: ไม่ใช่แค่แฟชั่นและลายผ้าเช็ดหน้า
แต่ ‘Bandana’ คือสัญลักษณ์แห่งชีวิต
ที่มีประวัติมากกว่าพันปี
หลายคนอาจคุ้นตา หรืออาจเคยใช้มาแล้วกับ ‘Bandana’ (บันดานา) ผ้าเช็ดหน้าหลากสีที่มีลวดลายหยดน้ำ แต่ก่อนที่จะเป็นที่นิยมไปทั่วโลกนั้น บันดานาได้เดินทางและมีบทบาทกับมนุษย์มาแล้วหลากยุคหลายสมัย
ถ้าพูดถึงจุดกำเนิด คงต้องพูดถึงลวดลายที่อยู่บนผ้ากันเสียก่อน โดยรูปหยดน้ำที่เป็นลวดลายได้รับความนิยมในยุคจักวรรดิเปอร์เซีย ราว ค.ศ. 221 ลวดลายนี้คิดขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนของต้นไซเปรส (Cypress tree) อันเป็นสัญลักษณ์แห่งชีวิตและความเป็นนิรันดร์ในความเชื่อของศาสนาโซโรอัสเตอร์ (Zoroastrianism) มีชื่อเรียกดั้งเดิมในภาษาเปอร์เซียว่า ‘โบเตห์ เจเก’ (Boteh Jeghe)
และในช่วงศตวรรษที่ 16 ลวดลายโบเตห์นี้ก็ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยมีที่มาจากผ้าคลุมไหล่จาก ‘แคชเมียร์’ (Kashmir) ในขณะที่ชื่อเรียกนั้นมีรากศัพท์มาจากคำว่า ‘บันดรู’ (Bandhnu) หรือ ‘พันธานี’ (Bandhani) ในภาษาฮินดี ที่แปลว่าการมัดย้อม จนเพี้ยนมาเป็นคำว่า ‘บันดานา’ (Bandana) ในที่สุด
ในช่วงเวลานั้นเองชาวอังกฤษและชาวสกอตแลนด์ได้เดินทางไปเจรจาการค้า จนได้ค้นพบผ้าพิมพ์ลายนี้ และมีการนำเข้าจำนวนมากในช่วงศตวรรษที่ 17 จนเป็นที่นิยมแพร่หลาย
จากการค้าของตะวันตกในศตวรรษที่ 17 ผ้าบันดานาได้เดินทางไปถึงอเมริกา และเมื่อเวลาล่วงเลยมาจนถึงปลายศตวรรษที่ 18 ในยุคสงครามปฏิวัติ ผ้าพิมพ์ลายนี้ก็ถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ทางการเมือง ด้วยการพิมพ์รูป ‘จอร์จ วอชิงตัน’ (George Washington) ที่กำลังขี่ม้าล้อมรอบด้วยปืนใหญ่ เพื่อสนับสนุนและยกย่องเขาในช่วงสงครามปฏิวัติอเมริกา
ชาวยุโรปจึงเริ่มเลียนแบบและผลิตเอง จนกระทั่งในช่วงศตวรรษที่ 19 โรงงานศูนย์กลางการผลิตที่โด่งดังในเมืองเพสลีย์ (Paisley) ในสกอตแลนด์ ได้ครองตลาดโลก ด้วยเหตุผลนี้เองลวดลายโบเตห์จึงถูกเรียกติดปากตามชื่อเมืองมาจนถึงปัจจุบัน ในขณะเดียวกันในช่วงนั้นที่เมืองมูล์ลูซ (Mulhouse) ประเทศฝรั่งเศส ได้คิดค้นสีย้อมผ้าสีแดง ‘Turkey Red’ ที่เป็นเอกลักษณ์ให้กับผ้าบันดานา ได้สำเร็จ
ในยุคนั้นเกิดการฟ้องร้องและแย่งชิงลิขสิทธิ์กันอย่างดุเดือด เนื่องจากลวดลายเพสลีย์มีมูลค่ามหาศาลจากความนิยมในขณะนั้น แต่กฏหมายของยุโรปกลับเลือกปฏิบัติ โดยให้ความเป็นธรรมเฉพาะลวดลายที่ชาวยุโรปได้ออกแบบขึ้นมาใหม่เท่านั้น เท่ากับลวดลายต้นฉบับที่นำมาจากแคชเมียร์ ถูกมองว่าเป็นลวดลายที่ใครก็สามารถลอกเลียนแบบและทำตามได้โดยไม่ผิดกฎหมาย
หลังจากที่ลวดลายโบเตห์ถูกมองว่าสามารถเลียนแบบได้โดยไม่ผิดกฎหมาย ทำให้ผ้าบันดานาถูกผลิตออกมาและขายกันอย่างทั่วถึง จากที่เคยเป็นผ้าที่มีราคาแพง ก็กลายเป็นของที่ถูกจนทุกคนสามารถจับต้องได้ เมื่อมาถึงยุคสมัยของ ‘คาวบอย’ มันได้เปลี่ยนมาเป็น ‘ของใช้คู่ชีพ’ ให้กับคาวบอย และคนงานเหมืองเพื่อเอาไว้ใช้ลุยงานที่ต้องเจอฝุ่น แดดเผา ใช้เช็ดเหงื่อ และกรองน้ำดื่ม หรือแม้แต่ใช้สำหรับการพันแผลในยามฉุกเฉิน
บทบาทของผ้าบันดานา เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 20 นั้นไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นผ้าเช็ดหน้าสำหรับซับเหงื่อ กันแดด ของคนงานอีกต่อไป เริ่มจากช่วงในยุค 1960s เหล่าชาวฮิปปี้ (Hippie) ได้หันมาสนใจและหลงใหลกับวัฒนธรรมฝั่งตะวันออก ลวดลายเพสลีย์จึงเริ่มกลับมามีบทบาทอีกครั้งในฐานะของสัญลักษณ์ที่แทนถึง ‘ความรัก’ และ ‘สันติภาพ’ จนศิลปินอย่าง ‘จอห์น เลนนอน’ (John Lennon) จากวง ‘The Beatles’ ยังหลงใหลจนนำลวดลายของ ‘เพสลีย์’ ไปเพนต์ลงบนรถ ‘โรลส์-รอยซ์ (Rolls-Royce)’ ของเขา
ต่อมาในยุค 1970s ผ้าเช็ดหน้าเริ่มมีหลากสีสัน และเริ่มถูกเปลี่ยนให้เป็นรหัสลับที่เรียกว่า ‘Hanky Code’ ของชุมชนผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ด้วยการพับผ้าสีต่างๆ ใส่ไว้ที่กระเป๋ากางเกงด้านหลัง เพื่อเป็นการส่งสัญญาณที่รู้กันแบบเฉพาะกลุ่ม แต่เมื่อเดินทางมาถึงในยุค 1980s มันก็เริ่มถูกใช้ในบริบทของความขัดแย้งระหว่างแก๊งอันธพาลบนท้องถนนในอเมริกา โดยสีน้ำเงินเป็นสีประจำของแก๊ง ‘Crips’ ซึ่งเป็นอริที่มีความขัดแย้งรุนแรงกับสีแดงที่เป็นสีประจำของแก๊ง ‘Blood’ แต่ในขณะเดียวกันท่ามกลางความรุนแรง ผ้าบันดานายังได้กลายเป็นผ้าสำหรับผูกคอของเหล่า ‘ลูกเสือ’ (Boy Scouts) เพื่อแสดงถึงความสามัคคีและระเบียบวินัย
จากจุดเริ่มต้นที่เป็นลวดลายตัวแทนของต้นไซเปรส สัญลักษณ์แห่งชีวิตในความเชื่อโบราณของชาวเปอร์เซีย จนถึงวันนี้ บันดานาได้พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้เป็นแค่เพียงผ้าพิมพ์ลายหลากสีเท่านั้น แต่มันยังเป็นเสมือนสิ่งของที่ได้ร่วมบันทึกประวัติศาสตร์ เรื่องราวการต่อสู้ และวัฒนธรรมของมนุษย์

19/02/2026

หากฝุ่น PM 2.5 กลายเป็นอากาศประจำวันที่คนเมืองต้องเผชิญ เราจะอยู่กับมันอย่างไร และใครควรมีบทบาทในการแก้ปัญหา คำถามเหล่านี้ชวนมาหาคำตอบร่วมกันในงาน ‘Policy Café: Urban Air Pollution’

งานนี้จัดโดย GYBN Thailand เปิดพื้นที่ให้ทุกคนจิบกาแฟพร้อมตั้งวงสนทนา ในกิจกรรม Policy Café หัวข้อ ‘Urban Air Pollution: จิบกาแฟไป หายใจลำบาก’ ชวนแลกเปลี่ยนมุมมองจากปัญหาฝุ่น ภายใต้ธีม ‘Urban Air Pollution’ ให้พูดคุยกันเรื่องผลกระทบของฝุ่นที่มีต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ ไปจนถึงทิศทางและข้อเสนอเชิงนโยบายกับเยาวชน หน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ รวมถึงประชาชน

นี่เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนอย่างเป็นกันเอง เพราะเราเชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากบทสนทนาบนโต๊ะกาแฟ

มาเจอกันในงาน Policy Café: Urban Air Pollution วันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 เวลา 13.00 - 17.30 น. ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) งานนี้เข้าร่วมฟรี ลงทะเบียนได้ที่ https://forms.gle/jdFvfGaAbJErz4hS9

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : GYBN Thailand

#กรุงเทพมหานคร

10/12/2025
15/12/2024

สตาร์ทอัพสกอตแลนด์ เปลี่ยนเปลือกหอมหัวใหญ่เป็นแพคเกจจิ้ง!
จะเรียกว่าแพคเกจจึ้งเลยก็ได้ เพราะไอเดียนี้จึ้งจริง เขาเอาเปลือกหอมหัวใหญ่ ที่เหลือทิ้งจากฟาร์มและอุตสาหกรรมการเกษตรมาแปรรูปผสมกับไบโอโพลีเมอร์ เปลี่ยนเป็นวัสดุที่คล้ายกระดาษ และทำเป็นแพคเกจจิ้งใส่อาหาร
แล้วที่เริ่ดไปอีกขั้นคือ เปลือกหอมหัวใหญ่มีคุณสมบัติต้านเชื้อจุลินทรีย์ แพคเกจจิ้งนี้เลยจะสามารถช่วยยืดอายุและช่วยถนอมอาหารไม่ให้เน่าเสียง่าย
ไอเดียนี้มาจาก Renuka Ramanujam เธอตั้งสตาร์ทอัพ HUID (ภาษาดัตช์แปลว่า ผิวหนัง) ขึ้นมา และเธอก็เคยเรียนเกี่ยวกับเรื่องวัสดุและสิ่งทอมาก่อน เธอหวังว่าวัสดุนี้ของเธอจะช่วยลดขยะแพคเกจจิ้งพลาสติกได้ เพราะสหราชอาณาจักรขยะแพคเกจจิ้งพลาสติกมีประมาณ 90 พันล้านชิ้นต่อปีเลยทีเดียว
แล้วอีกอย่าง เธอบอกว่า “พลาสติกจะปล่อยสารเคมีเข้าไปในอาหารเมื่อถูกความร้อน ฉันต้องการหาทางออกโดยใช้สิ่งที่ไม่มีค่า “ลองนึกภาพ มื้ออาหารที่คุณกิน ทุกมื้อจะต้องมีหอมหัวใหญ่เป็นส่วนประกอบ หอมหัวใหญ่เป็นอาหารหลักระดับโลก พวกมันอยู่ทุกหนทุกแห่ง ดังนั้นขยะของพวกมันก็จะเยอะมากและอยู่ทุกหนทุกแห่งเช่นกัน”
เธอร่วมผลิตแพคเกจจิ้งจากหอมหัวใหญ่นี้กับหัวหน้าเจ้าหน้าที่วิทยาศาสตร์ Marie Rapin และกำลังอยู่ในช่วงพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้น พวกเขาหวังว่าปี 2025 จะสามารถปล่อยแพคเกจจิ้งนี้สู่ตลาดได้ และก็หวังว่าจะใช้วัสดุนี้แทนกระดาษลังและแพคเกจจิ้งจากกระดาษอื่น ๆ ลดการตัดต้นไม้ได้
ส่วนเรื่องกลิ่นนั้น เธอบอกว่ามันไม่มีกลิ่นของหอมหัวใหญ่เลย กลิ่นมันปกติมาก แต่จะออกหวาน ๆ ด้วยซ้ำ

ที่มา
https://www.bbc.com/news/articles/c17l8zd4zqxo #

09/12/2024
Workshop น่าสนใจ 📍ลาดพร้าว 71ค่ะ
16/11/2024

Workshop น่าสนใจ 📍ลาดพร้าว 71ค่ะ

08/11/2024
EstellaThailand1997 X Butsaba Florista บุษบา ฟลอริสต้า - คาเฟ่ร้านดอกไม้ ร่วมกันจัดคลาส Shibori workshop เป็นคลาสต่อจากม...
24/10/2024

EstellaThailand1997 X Butsaba Florista บุษบา ฟลอริสต้า - คาเฟ่ร้านดอกไม้ ร่วมกันจัดคลาส Shibori workshop เป็นคลาสต่อจากมัดย้อม no.1 คราวที่แล้ว ไม่ยากอย่างที่คิดค่ะ
ใครสนใจลงเรียนติดต่อไปที่เพจร้านบุษบาได้เลย

24/10/2024

📌ช่างทำผ้าลูกไม้ 3 คนกำลังทำงาน เมืองบริตตานี ประเทศฝรั่งเศส เมื่อพ.ศ. 2463
✅ในปี 1920 ช่างทำผ้าลูกไม้ 3 คนในเมืองบริตตานี ประเทศฝรั่งเศส ถือเป็นส่วนหนึ่งของประเพณีอันยาวนานในการประดิษฐ์ผ้าลูกไม้ ด้วยมืออันวิจิตรบรรจง ซึ่งเป็นศิลปะสิ่งทอที่มีคุณค่าสูงในภูมิภาคนี้ การทำผ้าลูกไม้ในเมืองบริตตานีมีชื่อเสียงเป็นพิเศษในเรื่องการออกแบบที่ประณีตและพิถีพิถัน ซึ่งมักจะสร้างขึ้นโดยใช้แกนม้วนหรือเข็ม ช่างทำผ้าลูกไม้มักจะนั่งด้วยกันโดยทำงานบนโครงไม้ขนาดใหญ่หรือหมอน โดยเคลื่อนไหวมืออย่างคล่องแคล่วในขณะที่สานด้ายเล็กๆ เข้าด้วยกันเพื่อสร้างลวดลาย เช่น ลายดอกไม้หรือลวดลายเรขาคณิต

ผู้หญิงเหล่านี้มักทำงานภายใต้แสงธรรมชาติ อาจอยู่ใกล้หน้าต่างหรือภายนอก เนื่องจากแสงที่ดีมีความสำคัญอย่างยิ่งต่องานที่มีรายละเอียดดังกล่าว กระบวนการทำลูกไม้ต้องใช้สมาธิและความอดทนอย่างมาก โดยช่างฝีมือมักเรียนรู้ทักษะนี้ตั้งแต่ยังเด็กและถ่ายทอดต่อกันมาหลายชั่วรุ่น ผ้าลูกไม้จากภูมิภาคต่างๆ เช่น บริตตานี เป็นที่ต้องการสำหรับใช้ทำเครื่องแต่งกายแบบดั้งเดิม เสื้อผ้าสำหรับพิธีกรรม และแฟชั่นชั้นสูง ซึ่งถือเป็นทั้งความภาคภูมิใจทางวัฒนธรรมและความสำคัญทางเศรษฐกิจต่อชุมชนท้องถิ่น

Address

Kuala Lumpur

Telephone

+66983622232

Website

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when 1973 Bangkok posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

Contact The Business

Send a message to 1973 Bangkok:

Share